
วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุมโรงแรมไม้ขาวปาล์มบีช อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต นายธรรมรงค์ ช่วยอักษร ปลัดอาวุโสอำเภอถลาง เป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 โครงการท่าเทียบเรือสำราญกีฬา “พอร์ต มัจฉานุ ซุปเปอร์ยอร์ช มารีน่า” เพื่อเปิดเผยข้อมูลร่างผลการศึกษาและร่างมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียจากทุกภาคส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะ เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงรายงานและมาตรการต่าง ๆ ให้มีความครบถ้วนรอบด้านมากยิ่งขึ้น

การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนส่วนราชการ สถาบันการศึกษา ศาสนสถาน สถานพยาบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการ รวมถึงประชาชนจากจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดพังงาเข้าร่วม เพื่อร่วมรับทราบข้อมูลและสะท้อนความคิดเห็นต่อแนวทางการพัฒนาโครงการ

ดร.นฤพล ศรีตระกูล ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจสังคมและการมีส่วนร่วมของประชาชน ในนามโครงการฯ กล่าวว่า โครงการมีเป้าหมายสนับสนุนและยกระดับการท่องเที่ยวทางทะเลของจังหวัดภูเก็ต โดยพื้นที่ตั้งโครงการอยู่ทางตอนเหนือของเกาะภูเก็ต มีร่องน้ำที่มีความลึกเหมาะสมและมีสภาพคลื่นลมที่เอื้อต่อการพัฒนาเป็นท่าเทียบเรือสำราญกีฬา ขณะที่ผู้ประกอบการมีประสบการณ์ด้านการให้บริการท่าจอดเรือยอร์ชและอู่ซ่อมเรือมาเป็นเวลานาน

จึงมีแนวคิดขยายกิจการเพื่อรองรับเรือสำราญกีฬาขนาดใหญ่ และยกระดับมาตรฐานการให้บริการสู่ระดับสากล รคาดว่าจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเล สร้างการจ้างงาน และกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนในพื้นที่ ซึ่งการพัฒนาโครงการต้องดำเนินการควบคู่กับการพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชนโดยรอบ

ทั้งนี้โครงการเข้าข่ายประเภทที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2566 ซึ่งกำหนดให้โครงการประเภทท่าเทียบเรือสำราญและกีฬาที่รองรับเรือได้ตั้งแต่ 50 ลำขึ้นไป หรือมีพื้นที่ท่าเทียบเรือรวมตั้งแต่ 1,000 ตารางเมตรขึ้นไป ต้องจัดทำรายงาน EIA ในขั้นตอนการขออนุมัติหรือขออนุญาตโครงการ เพื่อนำเสนอสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ. พิจารณาตามขั้นตอนก่อนดำเนินโครงการ

โดยมอบหมายให้บริษัท สิ่งแวดล้อมสยาม จำกัด เป็นผู้ดำเนินการจัดทำรายงาน EIA พร้อมดำเนินกระบวนการประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยก่อนหน้านี้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2566 และสำรวจความคิดเห็นด้วยแบบสอบถามในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2568 ก่อนจัดประชุมครั้งที่ 2 ในครั้งนี้

สำหรับรูปแบบโครงการ ออกแบบเป็นท่าเทียบเรือรูปตัวที มีความยาวหน้าท่าประมาณ 450 เมตร และมีระยะล่วงล้ำลำน้ำประมาณ 288 เมตร สามารถรองรับเรือสำราญได้รวม 40 ลำ ประกอบด้วยสะพานท่าเทียบเรือคอนกรีตเสริมเหล็ก สะพานปรับระดับ หรือ Gangway ทางเดินแบบทุ่นลอย หรือ Pontoon ท่าเติมน้ำมันเรือ และช่องจอดเรือแบบ Floating Finger รวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม เวทีรับฟังความคิดเห็นสะท้อนมุมมองที่หลากหลาย โดยประเด็นสำคัญที่ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียต้องการให้โครงการให้ข้อมูลและสร้างความเข้าใจกับชุมชนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่โดยรอบพื้นที่โครงการทั้งฝั่งจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดพังงา เนื่องจากอาจได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงการโดยตรงหรือโดยอ้อม

ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอีกหนึ่งข้อกังวลสำคัญ โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับ แหล่งหญ้าทะเล ขณะที่กลุ่มประมงพื้นบ้านแสดงความกังวลต่อการสัญจรของเรือประมง รวมถึงผลกระทบต่อกระชังเลี้ยงสัตว์น้ำและการประกอบอาชีพของผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จึงต้องการให้การศึกษาครอบคลุมผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชนอย่างรอบด้าน

ผู้เข้าร่วมประชุมยังเสนอให้กำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบที่มีความชัดเจน สามารถนำไปปฏิบัติและตรวจสอบได้จริง ทั้งในช่วงก่อสร้างและภายหลังโครงการเปิดดำเนินการ รวมถึงเสนอให้มีระบบเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มประมงพื้นบ้านและผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ตลอดจนแนวคิดจัดตั้งกองทุนเพื่อดูแลและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการที่มีตัวแทนผู้นำชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการติดตาม กำกับดูแล และร่วมพิจารณาแนวทางแก้ไขหากเกิดปัญหาขึ้น รวมถึงต้องการให้โครงการมีมาตรการจัดการขยะและน้ำเสียที่ชัดเจน และพิจารณาการจ้างแรงงานจากคนในชุมชน เพื่อให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจกระจายสู่ประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

เวทีครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงการนำเสนอข้อมูลโครงการ แต่เป็นพื้นที่ให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียทั้งสองจังหวัดสะท้อนข้อกังวลและข้อเสนอแนะต่อการพัฒนา โดยเฉพาะการสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายในการยกระดับการท่องเที่ยวทางทะเล การสร้างงานและรายได้ กับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชน ซึ่งข้อคิดเห็นทั้งหมดจะถูกนำไปประกอบการปรับปรุงรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการที่เกี่ยวข้อง ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป


















