
ปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นทุกวัน อาจเป็นภาพชินตาของหลายเมืองท่องเที่ยว แต่สำหรับ “ราไวย์” หนึ่งในพื้นที่ปลายแหลมของเกาะภูเก็ต ปริมาณขยะที่พุ่งสูงตามจำนวนนักท่องเที่ยว กลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อระบบจัดการของท้องถิ่นโดยในช่วงโลว์ซีซัน เทศบาลตำบลราไวย์มีขยะวันละ 40–50 ตัน และเพิ่มเป็น 80–100 ตันต่อวัน

ในช่วงไฮซีซัน ขยะทั้งหมดต้องส่งไปกำจัดที่เตาเผาของเทศบาลนครภูเก็ต คิดเป็นค่าใช้จ่ายเดือนละกว่า 1–2 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้ ไม่เพียงสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ยังหมายถึงภาระที่ไม่มีวันสิ้นสุด หากยังไม่มีการแก้ปัญหาที่ต้นทาง

นายเทมส์ ไกรทัศน์ นายกเทศมนตรีตำบลราไวย์ กล่าวว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้น เทศบาลราไวย์ จึงได้จัดทำโครงการ “ธนาคารขยะ” ขึ้น เพื่อรับซื้อขยะรีไซเคิล และนำไปขายต่อ แม้ราคาที่รับซื้อจะต่ำกว่าท้องตลาด แต่ส่วนต่างกำไรกลับถูกนำไปใช้ในสาธารณประโยชน์ เช่น ซื้อเตียงผู้ป่วย ซ่อมแซมอุปกรณ์การแพทย์ และช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน ปัจจุบัน มีประชาชนเปิดบัญชีขายขยะแล้วกว่า 130–150 คน และสามารถรวบรวมขยะรีไซเคิลได้ครั้งละประมาณ 3 ตัน

นายเทมส์ กล่าวด้วยว่า ปัญหาขยะของราไวย์ ไม่ได้มีเพียงปริมาณ แต่ยังรวมถึง “ประเภทขยะ” ที่สร้างผลกระทบต่อระบบจัดเก็บ โดยเฉพาะลูกมะพร้าว เบื้องต้น ได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการใน 2 ชายหาด คือ หาดในหาน และหาดยะนุ้ย ในการคัดแยกลูกมะพร้าวจากการบริโภคของนักท่องเที่ยว ซึ่งมีมากถึงวันละ 1 ตัน ออกจากขยะทั่วไป โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

เพราะลูกมะพร้าวเหล่านี้ เมื่อเข้าสู่รถบดอัดขยะ สามารถทำให้เครื่องจักรเสียหายได้ ส่งผลให้รถขยะไม่สามารถออกเก็บขยะได้ และกระทบต่อทั้งตำบล ปัญหานี้ ทำให้เทศบาลต้องเริ่มมองหาทางออกใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงการ “เก็บ” แต่ต้อง “แยก” ตั้งแต่ต้นทาง ด้วยการนำลูกมะพร้าวที่แยกได้ ไปบดเป็นขุยมะพร้าว แจกให้เครือข่ายอาสาสมัครนำไปใช้ปลูกต้นไม้

ด้าน น.ส.พะเยาว์ เพ็งแจ่ม อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ตำบลราไวย์ ที่เข้าร่วมโครงการ ยอมรับว่า แม้ราคาจะต่ำกว่าตลาด แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีความหมายมากกว่า นอกจากได้เงินเก็บในบัญชีแล้ว ยังมีส่วนช่วยเหลือผู้ป่วยในชุมชน และลดภาระของท้องถิ่น รวมทั้งยังได้มีเพื่อนเพิ่มมากขึ้นด้วย

โครงการ “ธนาคารขยะ” สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการขยะ ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของรัฐ แต่เป็นความร่วมมือของทั้งชุมชน และทางออกของปัญหาขยะ เริ่มต้นจากต้นทาง โดยเทศบาลตำบลราไวย์มีแผนขยายการแยกขยะให้ครอบคลุมทั้งตำบล รวมถึงส่งเสริมให้ครัวเรือนจัดการขยะอินทรีย์ด้วยตนเอง เพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องเข้าสู่ระบบกำจัด ในวันที่ปัญหาขยะยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของภูเก็ต“ธนาคารขยะ” อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยน “ขยะ” จากภาระ ให้กลายเป็น “คุณค่า” และอาจเป็นต้นแบบของการแก้ปัญหาขยะจากต้นทางด้วยพลังของคนในชุมชนเอง










