กสิกรไทยเปิดตัว FX EV Car ที่ภูเก็ต ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และชวนลูกค้าร่วมรักษ์โลกไปด้วยกัน

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ที่บริเวณลานต้นซอยบางลา หาดป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต นายบุญเติบ จีรภัทร์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย พร้อมด้วยน.ส.วราพร วิริยะไชยกุล ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย, นางลลิตา มณีศรี รองนายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง, นายษณกร กี่สิ้น รองนายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง, ร.ต.อ.สมาน พรมหอม รอง สว.ส.ทท.1 กก.2 บก. ร่วมกัน เปิดตัว FX EV Car หรือรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ที่ภูเก็ต

นายบุญเติบ จีรภัทร์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ได้กล่าวว่า รถ FX EV Car หรือรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เป็นรถยนต์ที่รับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยมีอัตราแลกเปลี่ยนตามที่ธนาคารกำหนดในแต่ละวัน นอกจากนี้ยังมีเครื่องถอนเงินสด หรือ เอทีเอ็ม ซึ่งชาวไทยและชาวต่างชาติ สามารถเข้ามาใช้บริการในการถอนเงินสดได้จากเครื่อง

สำหรับจุดจอดนั้น จะมีจุดจอดตามแหล่งท่องเที่ยวหลักของภูเก็ต อาทิ ห้างจังซีลอนป่าตอง, หาดกะตะ, หาดป่าตอง และในตัวเมืองภูเก็ต เป็นต้น นอกจากนี้สามารถที่จะขยายพื้นที่ไปตามสถานที่จัดงานต่างๆ ของทางท้องถิ่น หรือของจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้บริการให้แก่นักท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ

และ FX EV Car หรือรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เป็นการขยายพื้นที่ให้บริการ หลังจากเปิดตัวที่กรุงเทพฯ และพัทยาไปแล้ว และชวนลูกค้า Go Green Together ไปด้วยกัน ซึ่ง FX EV Car เป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% สะดวก ปลอดภัย ลดมลภาวะทางอากาศ และใช้แบตเตอรี่ที่ได้พลังงานจากแผงโซลาร์ ให้บริการได้ต่อเนื่องสูงสุด 10 ชั่วโมง

จากที่ธนาคารกสิกรไทยได้เปิดตัว FX EV Car ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเมื่อปลายปี 2566 ที่ผ่านมา เป็นธนาคารแรกในไทยที่มีการพัฒนา FX  EV Car โดยได้เปิดให้บริการในสถานที่ท่องเที่ยวพื้นที่กรุงเทพฯ ได้แก่ วัดอรุณฯ ถนนเยาวราช ตลาดนัดจตุจักร รอบเกาะรัตนโกสินทร์ เอเชียทีค ถนนรางน้ำ

และในพื้นที่พัทยา จ.ชลบุรี อาทิ Terminal 21, สวนนงนุช, Walking Street พัทยา เป็นต้น จากเสียงตอบรับที่ดีของนักท่องเที่ยว ในปี 2567 ธนาคารจึงมีแผนขยายการให้บริการไปยังจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ เป็นต้น เพื่อให้ครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ

การขยายพื้นที่ให้บริการในภูเก็ตครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและการตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวและชาวภูเก็ต โดยมุ่งหวังให้ได้สัมผัสประสบการณ์การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น รวมถึงได้มีส่วนในการช่วยลดโลกร้อนไปด้วยกัน

เริ่มแล้ว “Phuket Jewelry Fair 2024” เปิดเวทีเครื่องประดับแห่งปี เชื่อมอุตสาหกรรมอัญมณีไทยสู่ตลาดโลก 28 พ.ย.- 4 ธ.ค.67

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 ณ Grand Hall, ชั้น 1 เซ็นทรัลภูเก็ต เฟสติวัล นายธีรพงศ์ ช่วยชูปลัดจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดงาน จัดงาน Phuket Jewelry Fair 2024  ซึ่งหอการค้าจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับบริษัท พิคภูเก็ต จำกัด Organizer โดยความสนับสนุนจาก สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT), กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และพันธมิตร หอการค้าจังหวัดจันทบุรี สมาคมผู้ค้าอัญมณี และเครื่องประดับจันทบุรี สมาคมช่างทองไทย ชมรมธนาคารจังหวัดภูเก็ต สมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย และ PFAM จัดขึ้น

ภายใต้แนวคิด “Connect Phuket, Connect the World” โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงอุตสาหกรรมอัญมณีไทยสู่ตลาดโลก พร้อมส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจและสร้างเครือข่าย B2B ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีนายก้องศักดิ์ คู่พงศกร ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต, นายธเนศร์ ไตรวุฒิ ผู้อำนวยการจัดงานฯ, กรรมการหอการค้าจังหวัดภูเก็ต, หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง, ตลอดจนผู้แทนจาดสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT), กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP), พันธมิตร หอการค้าจังหวัดจันทบุรี, สมาคมผู้ค้าอัญมณี และเครื่องประดับจันทบุรี, สมาคมช่างทองไทย, ชมรมธนาคารจังหวัดภูเก็ต สมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย และ PFAM ร่วมเป็นเกียรติ

นายธเนศร์ ไตรวุฒิ กล่าวว่า งาน Phuket Jewelry Fair 2024 เต็มไปด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การจัดแสดงเครื่องประดับจากผู้ประกอบการชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ การแสดงแฟชั่นโชว์เครื่องประดับ บริการตรวจสอบอัญมณีพร้อมออกใบรับรองโดย GIT ภายใน 24 ชั่วโมง รวมถึงการสาธิตเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น Laser Marking และการลงยาสี UV ที่จะช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้เข้าร่วมงาน อีกทั้งยังมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้ซื้อในงาน ย้อนรอยความสำเร็จจากการจัดงานครั้งที่ผ่านมา

การจัดงาน Phuket Jewelry Fair ในครั้งก่อนประสบความสำเร็จอย่างน่าประทับใจ โดยมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 5,000 คน ตลอดระยะเวลา 4 วัน โดยสัดส่วนผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยชาวต่างชาติ 60% และคนไทย 40% ซึ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นผู้ซื้อ (Buyers) ที่เดินทางมาจากกรุงเทพมหานครและประเทศเพื่อนบ้าน โดยเน้นการทำธุรกิจเป็นหลักมากกว่าการเข้าชมในฐานะนักท่องเที่ยวทั่วไป ยอดขายเฉลี่ยต่อบูธภายในงานอยู่ที่สูงสุดถึง 3 ล้านบาทต่อวัน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายอย่างต่อเนื่องหลังสิ้นสุดงานมีการคาดการณ์ว่าจะสูงถึง 300 ล้านบาท

จากความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของภูเก็ตในการเป็นศูนย์กลางการจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีที่สามารถดึงดูดผู้ประกอบการและนักลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปีนี้ภูเก็ตยังคงตอกย้ำศักยภาพในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องประดับหรู ด้วยฐานนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2567 จะมีนักท่องเที่ยวมากกว่า 12 ล้านคน และในช่วง High Season มีผู้มาเยือนเฉลี่ยกว่า 50,000 คนต่อเดือน

งาน Phuket Jewelry Fair 2024 ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ ทั้งร้านทอง ร้านมุก นักออกแบบอัญมณี และ SME ที่ต้องการยกระดับธุรกิจสู่ตลาดโลก โดยได้รับคำปรึกษาและการสนับสนุนจากหน่วยงานชั้นนำ เช่น สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT), กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เป็นต้น

ขอเชิญร่วมสัมผัสความงดงามของอัญมณีและเครื่องประดับในงาน ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน – 4 ธันวาคม 2567 ณ Grand Hall, ชั้น 1 เซ็นทรัลภูเก็ต เฟสติวัล ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีได้ที่ www.picphuket.com/phuketjewelryfair-registration สอบถามข้อมูล เพิ่มเติมได้ที่ LINE: @picasia หรือโทร 076-217-199 มาร่วมเดินชมงานที่รวบรวมความหรูหราและโอกาสทางธุรกิจไว้ในที่เดียว!

เทศบาลตำบลวิชิตร่วมแก้ไขปัญหาถนนลื่นเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 ที่บริเวณถนนเจ้าฟ้าตะวันออก เยื้องสนามแบดดาวรุ่ง ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต นายชัยวัฒน์ พึ่งแรง รองนายกเทศมนตรีตำบลวิชิต พร้อมด้วยสมาชิกสภาเทศบาลตำบลวิชิต เจ้าหน้าที่กองช่าง เจ้าหน้าที่งานรักษาความสงบ เทศบาลตำบลวิชิต ลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สถานีตำรวจภูธรวิชิต เจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงภูเก็ต และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

เพื่อหารือ สืบสวน และหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ลื่นล้ม เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 เวลาประมาณ 11.30 น. ที่ผ่านมา ซึ่งภายหลังมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุดังกล่าวจำนวน 1 ราย และนอกจากนี้ยังมีผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ลื่นล้มอีกจำนวน 8 คัน

โดยเบื้องต้นแขวงทางหลวงภูเก็ต ได้เสนอแนวทางป้องกันการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน โดยการทำป้ายติดตั้งเพื่อเตือนให้ระวังด้านหน้าทางโค้งอันตรายเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ป้ายระวังฝนตกถนนลื่น ป้ายไฟกระพริบเวลากลางคืน และฉาบผิวถนนเพื่อลดความลื่นบนถนนให้น้อยลง

สำรวจ ติดตาม และเฝ้าระวังแหล่งที่อยู่อาศัยของพะยูน อ่าวป่าคลอก ด้วยอากาศยานไร้คนขับแบบอัตโนมัติ

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 กปพ.โดยส่วนบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 10 และศูนย์จัดการพื้นที่คุ้มครองหมู่เกาะราชา จังหวัดภูเก็ต ดำเนินการสำรวจ ติดตาม และเฝ้าระวังแหล่งที่อยู่อาศัยของพะยูน บริเวณอ่าวป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ด้วยอากาศยานไร้คนขับแบบอัตโนมัติ

โดยมีผู้ควบคุมการบินระยะไกล จำนวน 4 เที่ยว ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ถึง 17.00 น. ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 457.86 ไร่ ผลการสำรวจพบพะยูน จำนวนอย่างน้อย 6 ตัว และเต่าทะเล จำนวนอย่างน้อย 7 ตัว ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการรับชมการบินดังกล่าว จึงได้มีการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook : กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

เปิดตัวโครงการการจัดการขยะอาหาร (Food Waste) แบบมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิด ลด Food Waste @ Phuket “กินเกลี้ยง เลี่ยงโลกร้อน”

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 ที่โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้ อ.เมือง ภูเก็ต นายธีระพงศ์ ช่วยชู ปลัดจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาและเปิดตัวโครงการการจัดการขยะอาหาร (Food Waste) ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต แบบมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิด ลด Food Waste @Phuket “กินเกลี้ยง เลี่ยงโลกร้อน” โดยมีนางสาวจันทิรา ดวงใส ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 15 หัวหน้าส่วนราชการภาครัฐเอกชนอาสาสมัครเข้าร่วม

นางสาวจันทิรา ดวงใส ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 15 กล่าวว่า “ตามที่นโยบายรัฐบาล ได้ตั้งเป้าการท่องเที่ยวในปี 2567 ให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทยรวม 35 ล้านคน โดยจังหวัดภูเก็ต เป็นแหล่วท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง ที่เป็น เป้าหมายของนักท่องเที่ยว และนักเดินทาง ดูในปี 2567 ระยะเวลาเพียง 9 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกันยายน 2567 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังจังหวัดภูเก็ตประมาณ 9 ล้านคน จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ทำให้จำนวนประชากรแรงงงานในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเพิ่มขึ้นด้วยเพื่อรอวรับภาคธุรกิจท่องเที่ยว /ส่งผลให้ปริมาณขยะมูลฝอยของจังวัดภูเก็ต เกิดขึ้นโดยเฉลี่ยวันละ 1,000 ตันต่อวัน

และจากการศึกษาข้อมูลสัดส่วนองค์ประกอบขยะมูลฝอย โดยการสุ่มตัวอย่างของจังหวัดพบว่า มีเศษอาหารมากที่สุด ประมาณร้อยละ 50 ในขณะเดียวกัน จากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล เรื่องฟรีวีซ่า หรือ ผลักดันเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต โดยสิ่งเหล่านี้ มีผลต่อความต้องการอาหาร เพื่อรองรับการบริโภคของนักท่องเที่ยว และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือ ปริมาณอาหารส่วนเกิน และปริมาณขยะอาหารที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และที่สำคัญขยะอาหารมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของเตาเผาขยะมูลฝอย และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น

สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 15 กรมควบคุมมลพิษ จึงได้ดำเนินโครงการการจัดการขยะอาหาร (Food Waste) ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต แบบมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอของจังวัดภูเก็ต และได้ดำเนินโครงการมาแล้วเป็นระยะเวลา 1 ปี จึงกำหนดจัดการประชุมสัมมนาและเปิดตัวโครงการการจัดการขยะอาหาร (Food Waste) ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต แบบมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ โดยมีกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม และอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน รวมจำนวน 250 คน

ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการนำเสนอผลการดำเนินงาน ที่ผ่านมาอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นพื้นที่สื่อสาร ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ ร่วมแลกเปลี่ยน และเชื่อมสานภาคส่วนต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ตลอดจนยกระดับการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคีในการขับเคลื่อนการจัดการอาหารส่วนเกินและขยะอาหารของจังหวัดภูเก็ตให้เกิดความต่อเนื่องในระยะยาว”

นายธีระพงศ์ ช่วยชู ปลัดจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า”นับจากนี้ไปขอให้ทุกภาคส่วนจับมือกันช่วยกันกำจัดขยะให้หมดไปจากจังหวัดภูเก็ต และร่วมสร้างโลก สีเขียวเกาะภูเก็ตสีเขียวด้วยการร่วมกัน”กินเกลี้ยง เลี่ยงโลกร้อน” เพื่อรักษาเกาะภูเก็ตให้มีความสวยงาม และเป็นไข่มุกแห่งอันดามันอย่างยั่งยืน”

นอกจากนี้การจัดกิจกรรม ได้จัดเวทีสัมมนา “กลไกหุ้นส่วนความร่วมมือจัดการอาหารส่วนเกินและขยะอาหาร เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” โดยมี ผู้ร่วมเสวนาจากมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน,มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์, องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมลพิษที่ 15

และช่วงที่ 2 เป็นเวทีสัมมนา “ผสานเครือข่ายจัดการอาหารส่วนเกินและขยะอาหาร (ต้นทาง-ปลายทาง)” ร่วมเสวนาโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต,สมาคมโรงแรมไทย (ภาคใต้),องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาลนครภูเก็ต)และ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดภูเก็ต พร้อมกันนี้การจัดกิจกรรม ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ แลกเปลี่ยน และเสนอข้อคิดเห็นด้วย

หนึ่งเดียวในโลกกับเรื่องราวความรัก โชว์บัลเล่ต์ใต้น้ำ ที่ อควาเรีย ภูเก็ต

โชว์เรื่องราวความรักแบบฟินๆ ที่เดียวในโลก ที่อควาเรียภูเก็ต ชั้น B1 เซ็นทรัลภูเก็ต ฟลอเรสต้า

One in the world with love story underwater Ballet show, only at  Aquaria Phuket floor B1 Central Floresta

🦈🪼Opening Hour 10.30am – 7pm

🐟🐠Grab your tickets here

https://www.aquaria-phuket.com/admission-tickets.php

🐧🐧Check-in : Aquaria Phuket

🐧🐧Hashtag: #AquariaPhuket

🐟🐠Review on your social media ร่วมส่งต่อประสบการณ์ดีๆ

✅Tripadvisor : https://th.tripadvisor.com

/Attraction_Review-g1215781

✅Google : https://maps.app.goo.gl

/bYTEyXCueBETYBbPA

ศวอบ. ยังคงติดตามและเสริมอาหารให้กับพะยูนในพื้นที่ราไวย์ และอ่าวตังเข็น

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2567 ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน (ศวอบ.) พร้อมอาสาสมัครเครือข่ายจากต่างประเทศ ทำการวางแปลงเสริมอาหารให้กับพะยูนในสถานการณ์หญ้าทะเลเสื่อมโทรม โดยดำเนินการในช่วงน้ำลงต่ำสุดในรอบวัน เวลา 10.00 – 12.00 น.

และทำการบินสำรวจและประเมินสุขภาพประชากรพะยูนในบริเวณโดยรอบด้วยอากาศยานไร้คนขับ เพื่อสังเกตพฤติกรรมพร้อมตรวจสุขภาพพะยูนตลอดทั้งวัน พื้นที่ราไวย์ เป็นวันที่ 20 พบร่องรอยการกินแปลงเสริมอาหาร จากนั้นจึงได้ติดตั้งแปลงเสริมอาหาร ชนิดสาหร่ายผมนางและหญ้าช้อง ด้านซ้ายและขวาของสะพานราไวย์ รวม 4 แปลง จากการสำรวจไม่พบพะยูนเข้ามาบริเวณสะพานราไวย์

สถานการณ์การพบพะยูนบริเวณ อ่าวตังเข็น ภูเก็ต ทำการวางแปลงเสริมอาหารให้กับพะยูน เป็นวันที่ 5 ไม่พบร่องรอยการกินของพะยูน จากนั้นจึงได้ติดตั้งแปลงเสริมอาหาร ชนิดสาหร่ายผมนางและหญ้าตะกานน้ำเค็ม รวม 4 แปลง โดยพบพะยูนจำนวน 4 ตัว

จากการประเมินสุขภาพ พะยูนมีความสมบูรณ์ของร่างกายระดับสมบูรณ์ดี ( BCS =3/5) อัตราการหายใจ 3 – 5 ครั้งใน 5 นาที จำนวน 3 ตัว พบพะยูนมีความสมบูรณ์ของร่างกายระดับผอม ( BCS =2/5) อัตราการหายใจ 3-5 ครั้งใน 5 นาที จำนวน 1 ตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการติดตามเฝ้าระวัง เพื่อควบคุมป้องกันกิจกรรมที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงและผลกระทบต่อพะยูนต่อไป

เปิดประสบการณ์นอกห้องเรียนสําหรับนักชีววิทยาตัวน้อย

มาพบปะและปฏิสัมพันธ์กับสัตว์เลื้อยคลานหลากหลายสายพันธุ์ได้ที่ โซน The Jewels of the Jungle (ชั้น 2) อควาเรีย ภูเก็ต ชั้น บี 1 เซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า

Out of classroom experience for the young biologist

Let’s meet and interact with different kinds of reptiles at The Jewels of the Jungle zone (2nd Floor) Aquaria Phuket floor B1 Central Floresta

“ซีเอส มอเตอร์ไบค์” เปิดโชว์รูม ยามาฮ่า สาขาเจ้าฟ้า พร้อมกิจกรรมให้กับลูกค้ายามาฮ่ามากมาย

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2567 ที่ ซีเอส มอเตอร์ไบค์ สาขาเจ้าฟ้า ถนนเจ้าฟ้าตะวันออกตัดถนนพัฒนาท้องถิ่น ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายกัมพล​ พรสูงส่ง ทีมผู้บริหาร​ บริษัท​ ไทยยามาฮ่า​มอเตอร์​ จำกัด พร้อมด้วยนายธีระพงษ์​ โอภาสกรกุล กรรมการผู้จัดการ​ บริษัท​ จงสาน​ จำกัด​ (ซีเอส​ มอเตอร์​ไบค์)​ พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติ ได้ร่วมกันเปิดบริษัท จงสาน จำกัด หรือ ซีเอส​ มอเตอร์​ไบค์ ตัวแทนจำหน่าย รถจักรยานยนต์ Yamaha อย่างเป็นทางการ และเป็นโชว์รูมแห่งที่ 2 ในจังหวัดภูเก็ต โดยมีลูกค้ายามาฮ่าเข้าร่วมงานมากมาย

ทั้งนี้นายธีระพงษ์ โอภาสกรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท จงสาน จำกัด ได้กล่าวว่า สำหรับการเปิดศูนย์จำหน่ายและบริการ รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ซีเอส มอเตอร์ไบค์ สาขาแรกเปิดที่ถนนบางกอก สาขานี้เป็นสาขาที่ 2 เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่ในพื้นที่วิชิต ฉลอง กะตะ กะรน รวมทั้งราไวย์ ไม่ต้องเสียเวลาไปถึงในตัวเมือง โดยที่ผ่านมาสาขาแรกเปิดมาประมาณ 1 ปี มียอดขายประมาณ 700 คัน ในส่วนปีนี้หลังจากเปิดสาขาเพิ่ม คิดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 20 % เพราะยามาฮ่า เป็นรถที่ได้รับความนิยมไม่เป็นรองใคร

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ทางบริษัท​ ไทย ยามาฮ่า​ มอเตอร์​ จำกัด ร่วมกับซีเอส​ มอเตอร์​ไบค์ (บริษัท​ จงสาน​ จำกัด) ได้มอบหมวกนิรภัยสำหรับเด็กๆ ให้กับ โรงเรียนวัดเทพนิมิตร โรงเรียนเทศบาลเมืองภูเก็ต และมอบหมวกนิรภัยสำหรับผู้ใหญ่ให้กับ สำนักงานขนส่งจังหวัดภูเก็ต รวมจำนวนทั้งสิ้น 150 ใบ รวมมูลค่าประมาณ 50,000 บาท

และในโอกาสที่เปิดสาขาใหม่ ทาง ซีเอส​ มอเตอร์​ไบค์ ยังได้มอบ ทองคำมูลค่า 3,200 บาท ให้กับลูกค้าที่ออกรถ 30 คันแรก และในช่วงนี้ลูกค้าที่ซื้อรถใหม่ ยังได้รับโปรโมชั่นพิเศษ ฟรีเมี่ยมเซ็ต 5,000 บาท คุ้มรวมครบจบที่ด้วย ฟรีทะเบียน +พรบ.+ภาษี และ ฟรีดาวน์ (ขึ้นอยู่กับเครดิตลูกค้า)

นอกจากนี้ยังได้มีการปล่อยขบวนคาราวาน Chill Out Cafe by CS Club  ออกทริปชิลชิลล์กับ ซีเอส มอร์เตอร์ไบค์ รับเสื้อ Limited Edition พิเศษสุดเฉพาะกิจกรรมในครั้งนี้ เดินทางไปชมวิว บรรยากาศสุดฟิน แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในพื้นที่ตำบลวิชิต ที่จุดชมวิวแหลมดินสอ จากนั้นก็ได้เดินทางไปยัง Grove Café Phuket ที่มีมุมถ่ายภาพสุดเก๋ พร้อมทั้งเครื่องดื่มและอาหารอร่อยไว้ค่อยตอนรับ

นอกจากนี้ทาง ซีเอส​ มอเตอร์​ไบค์ จัดเต็มให้กับแฟนคลับ Yamaha Meet & Greet กับศิลปินดังพุ่งแรง เฟียส ศิริวุฒิ เจ้าของเพลงฮิต 60 ล้านวิว “รักแค่เธอคนเดียว” อร่อยกับอาหารและเครื่องดื่มไว้บริการมากมาย

สำหรับ “ซีเอส มอเตอร์ไบค์” สาขาเจ้าฟ้า เปิดให้บริการทุกวัน วันจันทร์ – เสาร์ เวลา 08.00 – 18.00  วันอาทิตย์  09.00 – 17.00 น. ผู้สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่  07639 0688, 0821966166

ศวอบ.ร่วมอาสาสมัครฯ วางแปลงเสริมอาหารให้กับพะยูน บริเวณสะพานท่าเทียบเรือราไวย์

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2567 ที่บริเวณท่าเทียบเรือราไวย์ อ.เมือง ภูเก็ต ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน (ศวอบ.) พร้อมอาสาสมัครเครือข่ายจากต่างประเทศ ทำการวางแปลงเสริมอาหารให้กับพะยูนในสถานการณ์หญ้าทะเลเสื่อมโทรม โดยดำเนินการในช่วงน้ำลงต่ำสุดในรอบวัน เวลา 09.00 – 11.00 น. และทำการบินสำรวจและประเมินสุขภาพประชากรพะยูนในบริเวณโดยรอบด้วยอากาศยานไร้คนขับ เพื่อสังเกตพฤติกรรมพร้อมตรวจสุขภาพพะยูนตลอดทั้งวัน พื้นที่ราไวย์ เป็นวันที่ 19 พบร่องรอยการกินของพะยูน

จากนั้นจึงได้ติดตั้งแปลงเสริมอาหาร ชนิดหญ้าช้องและหญ้าตะกานน้ำเค็ม ด้านซ้ายและขวาของสะพานราไวย์ ด้านละ 2 แปลง รวม 4 แปลง วันนี้ไม่พบพะยูนเข้ามาบริเวณสะพานราไวย์ สภาพอากาศครึ้มฝน น้ำทะเลใส ส่วนสถานการณ์บริเวณ อ่าวตังเข็น ภูเก็ต ทำการวางแปลงเสริมอาหารให้กับพะยูน เป็นวันที่ 4 ไม่พบร่องรอยการกินของพะยูน

จากนั้นจึงได้ติดตั้งแปลงเสริมอาหาร ชนิดสาหร่ายผมนางและผักบุ้ง อย่างละ 2 แปลง รวม 4 แปลง โดยพบเต่าตนุ วัยเด็ก จำนวน 1 ตัว ความสมบูรณ์ของร่างกายระดับสมบูรณ์ดี ( BCS =3/5) พบพะยูนจำนวน 4 ตัว จากการประเมินสุขภาพ พะยูนมีความสมบูรณ์ของร่างกายระดับสมบูรณ์ดี ( BCS =3/5) อัตราการหายใจ 3-5 ครั้งใน 5 นาที ทั้ง 4 ตัว พบพะยูนจำนวน 1 ตัว มีรอยถลอกและรอยเขี้ยวจากพฤติกรรมฝูงบริเวณด้านข้างขวาของลำตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการติดตามเฝ้าระวัง เพื่อควบคุมป้องกัน กิจกรรมที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงและผลกระทบต่อพะยูนต่อไป