เทศบาลตำบลวิชิตต้อนรับคณะศึกษาดูงาน อบต.ลำปำ จังหวัดพัทลุง

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2566 ที่ห้องประชุมสภาฯ ชั้น 3 เทศบาลตำบลวิชิต นายกรีฑา โชติวิชญ์พิพัฒน์ นายกเทศมนตรีตำบลวิชิต พร้อมด้วยนายสมยศ วิจักขณาวุธ รองนายกเทศมนตรีตำบลวิชิต สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลวิชิต ร่วมให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงาน จากองค์การบริหารส่วนตำบลลำปำ จังหวัดพัทลุง

นำโดยนายสิทธิชาติ บุญปล้อง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลลำปำ พร้อมด้วยฝ่ายบริหาร หัวหน้าส่วนราชการ พนักงานเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลลำปำ ในโอกาสเข้าศึกษาภายใต้โครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลลำปำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ในประเด็นการบริหารจัดการที่ดี ด้านการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ และด้านงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

โดยได้มีการแลกเปลี่ยน-เรียนรู้ข้อมูลรายประเด็นที่คณะศึกษาดูงานให้ความสนใจ พร้อมทั้งได้มีการซักถามข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการท้องถิ่นในด้านต่างๆ พร้อมเดินเยี่ยมชมอาคารโดยรอบสำนักงานเทศบาลตำบลวิชิต และลงพื้นที่ไปยังบริเวณสวนศรีภูวนาถ เพื่อเยี่ยมชมอาคารป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สวนศรีภูวนาถ) รถน้ำ รถดับเพลิง รถกระเช้า เครื่องมือ อุปกรณ์ด้านงานสาธารณภัย

นอกจากนี้ยังได้เดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์บริหารจัดการขยะแบบครบวงจร ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงตำบลวิชิต ในการดำเนินงานส่วนต่างๆ อาทิ การทำถ่านกะลาอัดแท่ง การเผาถ่านจากไม้เหลือใช้ การทำอาหารอัดเม็ด การทำน้ำหมักชีวภาพ การหมักปุ๋ย และเยี่ยมชมศูนย์พักกายใจ ณ เขาล้อม ศูนย์บริการสำหรับผู้สูงอายุในพื้นที่ตำบลวิชิตอีกด้วย

กฟผ.นักกีฬาเรือพายและทต.ราไวย์ Kick Off “ปลูกป่าอย่างมีส่วนร่วม” เพิ่มพื้นที่สีเขียว

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2566 ที่พื้นที่สวนสาธารณะหนองน้ำในหาน ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายอานุภาพ รอดขวัญ ยอดระบำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยพลเรือเอกชัยณรงค์ เจริญรักษ์ นายกสมาคมกีฬาเรือพายแห่งประเทศไทย, นายอรุณ โสฬส นายกเทศมนตรีตำบลราไวย์ และนายสมศักย์ ปรางทอง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารด้านการใช้ไฟฟ้าและกิจการเพื่อสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) , หัวหน้าส่วนราชการ และนักกีฬาของสมาคมฯ ที่เข้าร่วมการแข่งขันเรือพายชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย รวมจำนวนกว่า 200 คน

ร่วมปลูกป่านำร่องในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ภายใต้โครงการปลูกป่าอย่างมีส่วนร่วม สนับสนุนนโยบายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของ กฟผ. (EGAT Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 นับเป็นครั้งแรกในการดำเนินโครงการปลูกป่าอย่างมีส่วนร่วม มีเป้าหมายปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ในพื้นที่ 2 ไร่ ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ผล ยางนา และทองอุไร จำนวนกว่า 250 ต้น

นายอานุภาพ รอดขวัญ ยอดระบำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า โครงการปลูกป่าอย่างมีส่วนร่วม เป็นโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมและพัฒนาจังหวัดภูเก็ต ด้านสิ่งแวดล้อม หรือ Smart Environment และช่วยยกระดับการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศจากสภาวะเรือนกระจก สร้างประโยชน์ จากการดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งยังช่วยส่งเสริมและฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตด้านเศรษฐกิจ สังคมของคนในชุมชน สามารถนำไปต่อยอดและขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง

ด้านพลเรือเอกชัยณรงค์ เจริญรักษ์ นายกสมาคมกีฬาเรือพายแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า สมาคมฯ ได้จัดการแข่งขันเรือพายชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประจำปี 2566 (เก็บคะแนนสนามที่ 2) โดยเปิดโอกาสให้นักกีฬาได้เข้าร่วมกิจกรรมปลูกป่า ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่จะส่งเสริม และสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้นักกีฬาของสมาคมฯ และหวังว่าหากทุกคนร่วมใจกันปลูกป่า รักษาธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม จะทำให้เป้าหมายโครงการปลูกป่าล้านไร่ของ กฟผ. บรรลุผลสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว

ขณะที่นายสมศักย์ ปรางทอง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารด้านการใช้ไฟฟ้าและกิจการเพื่อสังคม กฟผ. เปิดเผยว่า กฟผ. ดำเนินนโยบาย EGAT Carbon Neutrality ภายในปีค.ศ. 2050 มุ่งสู่พลังงานสะอาด และ Thailand Carbon Neutrality ตามกรอบแผนพลังงานชาติ ซึ่งโครงการปลูกป่าอย่างมีส่วนร่วมเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ความยั่งยืนด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและพลังงาน สอดคล้องกับนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน ที่มีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวของประเทศ รวมถึงการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งถือว่าเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มากที่สุดในบรรยากาศ และเชิญชวนให้คนไทยทุกคนมีส่วนร่วมในการปลูกต้นไม้ เพิ่มความชุ่มชื่นให้กับประเทศ

“กฟผ. ตั้งเป้าปลูกป่าปีละ 1 แสนไร่ ทั้งป่าอนุรักษ์ ป่าชุมชน ป่าเศรษฐกิจ และป่าชายเลน รวม 1 ล้านไร่ ภายใน 10 ปี ระหว่างปี 2565 – 2574 สามารถชดเชยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 1.2 ล้านตันต่อปี คาดว่าตลอดระยะเวลาโครงการฯ จะดูดซับกักเก็บคาร์บอนได้ทั้งสิ้นกว่า 23 ล้านตัน” ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารด้านการใช้ไฟฟ้าและกิจการเพื่อสังคม กฟผ. กล่าวย้ำตอนท้าย  

อควาเรียภูเก็ต ต้อนรับน้องๆ จากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทต.วิชิต

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่บริเวณด้านหน้า อควาเรีย ภูเก็ต ชั้น บี 1 เซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า เจ้าหน้าที่ อควาเรีย ภูเก็ต ให้การต้อนรับคุณครู และน้องๆ นักเรียน จากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลวิชิต เข้าเยี่ยมชม เพื่อเปิดประสบการณ์นอกห้องเรียนให้กับน้องๆ นักเรียนที่ อควาเรียภูเก็ต

อควาเรียภูเก็ตพร้อมต้อนรับน้องๆ นักเรียนทุกแห่งทั่วประเทศที่สนใจมาทัศนศึกษานอกห้องเรียน พร้อมประสบการณ์ที่ประทับใจ โทรสอบถาม 076-629800 ต่อ 703 มือถือ 088-9081635

Welcome lovely students and teacher from Wichit Municipality School Phuket for visited to Aquaria Phuket today Aquaria Phuket last Admission 6 pm everyday

Aquaria Phuket floor B1 Central Floresta

Line@ : @aquariaphuket IG : aquaria.phuket TilTok : Aquariaphuket Twitter : Aquaria Phuket

เปิดการแข่งขันกีฬาเยาวชน หมู่ที่ 1 หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 9 ตำบลวิชิต ประจำปี 2566

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2566 โรงเรียนวัดเทพนิมิตร หมู่ที่ 1 ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต นายสมยศ วิจักขณาวุธ รองนายกเทศมนตรีตำบลวิชิต เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการแข่งขันกีฬาเยาวชน หมู่ที่ 1 หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 9 ประจำปี 2566 พร้อมด้วยนายจิระศักดิ์ เก็บทรัพย์ นายอัครเดช สุวรรณสกุล สมาชิกสภาเทศบาลตำบลวิชิต นายวินัย สามสี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด

โครงการแข่งขันกีฬาเยาวชน หมู่ที่ 1 หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 9 จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับเยาวชน สร้างการมีส่วนร่วม ความรัก ความสามัคคี และเรียนรู้การมีน้ำใจนักกีฬา โดยในวันนี้ ได้มีการเดินขบวนพาเหรดของกลุ่มสีทั้ง 4 สี โดยมีวงโยธวาทิตโรงเรียนวิชิตสงคราม บรรเลงนำขบวนพาเหรดจากสวนศรีภูวนาถ มายังสนามฟุตบอลโรงเรียนวัดเทพนิมิตร ก่อนจะเข้าสู่พิธีเปิดโครงการ และการแสดงในชุดพิธีเปิด “ล่องใต้” และมีการแข่งขันกีฬา การแข่งขันกองเชียร์ การมอบเหรียญรางวัล ถ้วยรางวัลตามลำดับ

“ดีป้า” เปิดตัว “รถโรงเรียนรุ่นใหม่เด็กปลอดภัย” ลดความสูญเสีย คลายความกังวลผู้ปกครอง

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2566 ที่ห้อง Pago sky โรงแรมเดอะพาโก้ดีไซน์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) จัดงานแถลงข่าวภูมิภาค โครงการรถโรงเรียนรุ่นใหม่เด็กปลอดภัย (Smart School Bus) 1 ใน 8 โครงการสำคัญของ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ที่ดำเนินการภายใต้แนวคิด Digital Infinity – ดิจิทัลไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี)

ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้กับรถรับส่งนักเรียน เพื่อลดความสูญเสียจากเหตุการณ์เด็กถูกลืมและทิ้งให้อยู่ในรถตามลำพัง อีกทั้งคลายความกังวล และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครอง นำร่อง 7 พื้นที่เมืองอัจฉริยะ และพื้นที่ใกล้เคียงที่มีความพร้อม โดยได้รับเกียรติจากนายอำนวย พิณสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานนอกจากนี้ยังมี นายประชา อัศวธีระ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ภาคใต้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลเขตพื้นที่ภาคใต้, ศึกษาธิการภาค 6, ผู้แทนจากโรงเรียนรัฐและเอกชน  ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วม

นายประชา เปิดเผยว่า การส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคม นับเป็นหนึ่งภารกิจสำคัญของกระทรวงดิจิทัลฯ และดีป้า  โดยกระทรวงดิจิทัลฯ ได้มอบหมายให้ ดีป้า ดำเนินการส่งเสริมให้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อยกระดับการเดินทาง เสริมสร้างคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยให้แก่นักเรียน ซึ่งนับว่าเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ในด้าน Smart Mobility จึงจัดทำโครงการรถโรงเรียนรุ่นใหม่เด็กปลอดภัย (Smart School Bus) 

ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การติดตั้งระบบ GPS เพื่อติดตามรถและเด็กนักเรียน พร้อมด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะประมวลผล และรายงานผลการขับขี่ ข้อมูลรถ ความเร็ว รวมถึงสถานะของเด็กนักเรียน ก่อนส่งไปยังแอปพลิเคชันสำหรับผู้ปกครอง และเว็บเบราเซอร์สำหรับโรงเรียน ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยง่าย อีกทั้งเป็นการช่วยแก้ไขปัญหา และป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดคิด รวมถึงอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

“อุปกรณ์ติดตามตำแหน่ง จะช่วยให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางสามารถจัดการข้อมูลการใช้งานทั้งหมด ซึ่งผู้ปกครองสามารถอุ่นใจได้ว่า นักเรียนจะได้รับความปลอดภัยตลอดการเดินทาง คนขับรถรับส่งนักเรียนสามารถตรวจสอบนักเรียนขึ้นรถ และรายงานสถานะผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งผู้ปกครองจะได้รับการแจ้งเตือนเมื่อรถใกล้มารับนักเรียนที่บ้าน นักเรียนลงรถที่โรงเรียน และนักเรียนถึงบ้าน ระบบป้องกันการลืมเด็กในรถโรงเรียน ตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในรถ อุปกรณ์ติดตามนักเรียนแจ้งผ่านอุปกรณ์ติดรถ การกดแจ้งเหตุฉุกเฉิน และโรงเรียนสามารถโทรเข้าไปที่รถ ซึ่งระบบจะรับสายอัตโนมัติ” นายประชากล่าว

โครงการรถโรงเรียนรุ่นใหม่เด็กปลอดภัย (Smart School Bus) มีเป้าหมายนำร่องโรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาของรัฐรวมกว่า 300 โรงเรียนได้รับการติดตั้งระบบ Smart School Bus ไม่น้อยกว่า 3,000 คัน ซึ่งประเมินว่าจะมีนักเรียนได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวไม่น้อยกว่า 30,000 คน ขณะเดียวกันโรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาภาคเอกชน จำนวนไม่น้อยกว่า 50 โรงเรียน จะได้รับการติดตั้งระบบ Smart School Bus กว่า 500 คัน ซึ่งคาดว่าจะมีนักเรียนได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่า 5,000 คน บุคลากรที่เกี่ยวข้อง อาทิ ครูผู้ดูแลโครงการ บุคลากรฝ่ายเทคโนโลยีสารสารสนเทศควบคุมระบบ ผู้ให้บริการรถรับส่งนักเรียน ผู้ปกครอง ฯลฯ ได้รับประโยชน์มากกว่า 14,000 คน

ที่สำคัญ โครงการฯ นี้จะทำให้เกิด Smart School Bus Big DATA ที่เกิดจากระบบ sensor ต่างๆ ซึ่งติดตั้งอยู่ทั้งกับตัวนักเรียน และ ที่รถโรงเรียน ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ประมวลผลที่ Smart School Bus Intelligent Operation Center ในแต่ละพื้นที่ ทำให้เกิดการบูรณาการข้อมูลอย่างเป็นระบบ และยังสามารถนำข้อมูลได้ ไปปรับใช้กับบริบทของโรงเรียน ผู้ปกครอง และความมั่นคงปลอดภัยในพื้นที่เมืองอัจฉริยะได้ดีมากยิ่งขึ้น

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการรถโรงเรียนรุ่นใหม่เด็กปลอดภัย (Smart School Bus) ที่มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กับรถโรงเรียนจะช่วยลดความสูญเสียจากเหตุการณ์เด็กถูกลืมและทิ้งให้อยู่ในรถโรงเรียนตามลำพัง คลายความกังวล และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครอง ครูและบุคลากรของโรงเรียนในจังหวัดภูเก็ตให้สามารถดูแลเด็กนักเรียนได้อย่างทั่วถึง  ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ โดย ดีป้า จะเร่งขยายผลไปยังโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ และตั้งเป้าครอบคลุมทุกโรงเรียนทั่วประเทศในระยะเวลาอันใกล้

ด้าน นายอำนวย พิณสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ต ได้เล็งเห็นประโยชน์ที่ทางลูกหลาน เยาวชนของเราชาวภูเก็ตจะได้รับผ่านทางโครงการ“รถโรงเรียนรุ่นใหม่เด็กปลอดภัย (Smart school bus platform)” ซึ่งจังหวัดภูเก็ตของเรา เป็นหนึ่งในโรงเรียนนำร่อง ในการติดตั้งนวัตกรรมหรืออุปกรณ์เทคโนโลยี เพื่อความปลอดภัยให้กับรถโรงเรียน

โครงการนี้จะมีส่วนช่วยให้ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานที่ต้องเดินทางด้วยรถโรงเรียนคลายกังวล ทางโรงเรียนก็จะมีตัวช่วยที่ทันสมัยในการจัดการเรื่องความปลอดภัยจากการเดินทาง ของรถโรงเรียนและเมื่อนักเรียนมีความปลอดภัยในการเดินทาง ย่อมแสดงให้เห็นถึง ผลสำเร็จของโครงการ ได้อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นและเมื่อนักเรียนมีความปลอดภัยในการเดินทาง ย่อมแสดงให้เห็นถึง ผลสำเร็จของโครงการ ได้อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

สมาคมกัญชาภูเก็ต ประกาศเจตนารมณ์พร้อมปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมกัญชาอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2566 ที่ห้องประชุมบริษัท ภูเก็ตพัฒนาเมือง จำกัด (PKCD) ตำบลวิชิต อ.เมือง ภูเก็ตสมาคมกัญชาภูเก็ต โดยนายปูรณ์วริทธิ์ หวังภัทราวานิช นายกสมาคมฯ ลงนามประกาศเจตจำนง เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์ที่เกี่ยวกับกัญชาสูงสุด โดยมีนายแพทย์ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก, นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, นายสมสุข สัมพันธ์ประทีป รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต และนายเรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยมีผู้ประกอบการร้านกัญชาซึ่งเป็นสมาชิกสมาคมฯ  เข้าร่วม

นายปูรณ์วริทธิ์ หวังภัทราวานิช นายกสมาคมกัญชาภูเก็ต กล่าวว่า การประกาศเจตจำนงของสมาคมกัญชาภูเก็ต ซึ่งมีสมาชิกที่เป็นผู้ประกอบการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์กัญชาในจังหวัดภูเก็ตจำนวนประมาณ 300-400 คน  เพื่อต้องการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายซึ่งมีการบังคับใช้อยู่แล้ว  ทั้งการไม่จำหน่ายกัญชาให้แก่ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีและสตรีมีครรภ์, ไม่จำหน่ายกัญชาที่ไม่มีใบรับรองของผู้ผลิต (COA) ที่แสดงรายละเอียดผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพ และไม่มีใบอนุญาต, จำหน่ายกัญชาที่มีผลการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญ สารปนเปื้อน และโลหะหนัก จากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025,

ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและการว่าจ้างงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย, รณรงค์ให้ฟาร์มกัญชามีการเรียนรู้และพัฒนาเพื่อให้ฟาร์มมุ่งสู่มาตรฐานสากล GAP หรือ GACP เป็นต้น, จะจัดทำรายงานการจำหน่ายสมุนไพรควบคุม (กัญชา) ตามที่กฎหมายกำหนด ส่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเป็นประจำทุกเดือน, จะรณรงค์ให้ผู้ประกอบการทุกท่านมีส่วนร่วมในการจัดทำแนวทางและพัฒนากัญชาให้มีศักยภาพในระดับอุตสาหกรรม และจะเป็นองค์กรที่ให้ความรู้ ส่งเสริม และสนับสนุนผู้ประกอบการและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

“การประกาศเจตจำนงของสมาคมกัญชาฯ นั้น เพื่อต้องการผลักดันให้กัญชาสู่มาตรฐานอุตสาหกรรมให้ได้ เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่ถึงจุดนั้น  ซึ่งคาดหวังสิ่งที่ดำเนินทั้งในปัจจุบันและอนาคต จะทำให้กัญชามีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นทั้งต่อคนไทยและชาวต่างชาติ เพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศไทยต่อไป โดยขณะนี้ในจังหวัดภูเก็ตมีใบอนุญาตให้จำหน่ายกัญชาแล้วกว่า 1,500 ราย แต่เปิดบริการจริงๆ ประมาณ 700-800 ร้าน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องช่วยกันผลักดันให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายกำหนด และปราบปรามการปฎิบัติที่ไม่ถูกต้อง” นายปูรณ์วริทธิ์กล่าว

ด้านนายแพทย์ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า การที่ผู้ประกอบการกัญชาในจังหวัดภูเก็ตได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นสมาคมฯ และประกาศเจตนารมณ์ในการช่วยกันกำกับดูแลให้การจำหน่ายกัญชาเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะขณะนี้สังคมยังมีความกังวล  โดยระเบียบกระทรวงสาธารณสุขพยายามที่จะใช้กฎหมายที่มีอยู่มากำกับดูแล เช่น การประกาศให้กัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมตาม พ.ร.บ.คุ้มครองภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย เป็นต้น

ซึ่งผู้ที่จะจำหน่ายกัญชาจะต้องขออนุญาตและมีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามในช่วงที่มีการจำหน่าย เช่น ห้ามจำหน่ายให้กลุ่มเปราะบาง ห้ามสูบในร้าน ห้ามโฆษณา ห้ามจำหน่ายในหอพัก สวนสาธารณะ เป็นต้น และที่สำคัญ คือจะต้องจัดส่งรายงานแหล่งที่มาและจำหน่ายให้ใครบ้างในรายบุคคล โดยที่ผ่านมามีการกำกับกันอยู่ ในช่วงเริ่มต้น ได้มีการอลุ่มอล่วยมาระยะหนึ่งแล้ว อาจจะมีความยุ่งยากเล็กน้อยในเรื่องการดำเนินการ แต่ขณะนี้ได้มีการทำระบบการรายงานไว้พร้อมแล้ว และให้เวลาผู้ประกอบการมาระยะหนึ่งแล้ว

หลังจากนี้หากผู้ประกอบการรายใดไม่ส่งรายงานจะดำเนินการตามกฎหมาย โดยจะถูกพักใช้ใบอนุญาตและหากยังฝ่าฝืนจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตปิดร้านทันที ไม่สามารถมาขอใบอนุญาตเป็นเวลา 2 ปี จึงฝากผู้ประกอบการทุกคนต้องช่วยกันดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด อย่างที่กระทรวงฯ ได้พูดมาตลอดว่า กัญชาต้องมีกฎหมายมาควบคุม ซึ่งที่เป็นรูปธรรมคือ กฎหมายกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก นอกจากนี้ยังมีกฎหมาย อย. และกฎหมายกรมอนามัย

นายแพทย์ธงชัย กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ประกอบการร้านกัญชานั้น ขณะนี้ทั่วประเทศที่มีใบอนุญาตแล้วมีกว่า 10,000 ราย มากสุดคือ กรุงเทพฯ รองลงมาภูเก็ต ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการลงโทษผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดและส่งดำเนินคดีไปแล้ว 60 ราย โดยครึ่งหนึ่งถูกตัดสินจำคุก และทั้งจำทั้งปรับ แม้จะเป็นการรอลงอาญา แต่มีประวัติว่าเคยถูกดำเนินคดีและรอลงอาญา นอกจากนี้ยังมีการพักใช้ใบอนุญาตไปแล้วประมาณ 60-70 ราย จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ทางผู้ประกอบการมารวมตัวกันเป็นสมาคมฯ และมาช่วยกันกำกับดูแล จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และจะลดความกังวลของสังคม

เพียง 4 วันเท่านั้น!!!กับ อควาเรียภูเก็ต

อควาเรียภูเก็ต จัดหนัก แบบดุดันไม่เกรงใจใคร รับไปเลย 40% แบบจุกๆ เริ่มจำหน่ายบัตรตั้งแต่วันที่ 7 – 10 กรกฎาคม 2566 ใช้บัตรได้ถึง 31 ก.ค ใน line@ เท่านั้น ใครยังไม่ได้เป็นสมาชิก เพิ่มเพื่อนเลย ID: @AquariaPhuket คลิกซื้อเลยที่ ไลน์ชัอปปิ้ง ซื้อได้ไม่จำกัด ทั้งลูกค้าคนไทยและ Expats

แล้วเจอกันที่ อควาเรียภูเก็ต ชั้น B1 เซ็นทรัลฟลอเรสต้า

ซักซ้อมแผนป้องกันอัคคีภัยศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลวิชิต

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 ที่ลานด้านหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลวิชิต ศูนย์ 1 นายสมยศ วิจักขณาวุธ รองนายกเทศมนตรีตำบลวิชิต เป็นประธานในพิธีเปิดและผู้บัญชาการเหตุการณ์ การซักซ้อมแผนป้องกันการเกิดอัคคีภัยศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลวิชิต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 โดยมีคณะผู้บริหารเทศบาลตำบลวิชิต สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ คณะครู ผู้ปกครองและนักเรียนเข้าร่วม

นายธนวัฒน์ เทวเดช ปลัดเทศบาลตำบลวิชิต ได้กล่าวว่า การซักซ้อมแผนป้องกันการเกิดอัคคีภัยศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลวิชิต ได้มีการซักซ้อมเป็นประจำทุกปี เพื่อเตรียมความพร้อมของคุณครูประจำศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลวิชิต ให้มีความพร้อมในการเคลื่อนย้ายเด็กเล็กที่อยู่ภายในศูนย์ ให้ไปอยู่ในที่ปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุแล้ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองที่นำบุตรหลานมาอยู่ในศูนย์ฯแห่งนี้

โดยการซักซ้อมแผนในครั้งนี้ได้มีการสาธิตและให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการดับเพลิงในครัวเรือนแก่ผู้ปกครอง แผนการดับเพลิง และวิธีการดับเพลิงของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลวิชิต พร้อมทั้งจำลองแผนการอพยพหนีไฟและวิธีการอพยพหนีไฟ พร้อมการค้นหา ช่วยเหลือ และเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย โดยมีเจ้าหน้าที่งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เจ้าหน้าที่งานเทศกิจ และเจ้าหน้าที่งานกู้ชีพ กู้ภัย เทศบาลตำบลวิชิต ร่วมสนับสนุนการฝึกในครั้งนี้

ทร.ภ.3 เข้าปักเสาแนวเขตที่ดินกองทัพเรือขอใช้ประโยชน์สวนป่าบางขนุนจากกรมป่าไม้

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 ที่ หน่วยปฏิบัติการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง 591 สวนป่าบางขนุน อ.ถลาง จังหวัดภูเก็ต พลเรือโท อาภากร อยู่คงแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ได้เดินทางไปยัง นป.สอ.รฝ.591 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดข้อพิพาท ระหว่างทัพเรือภาคที่ 3 และชาวบ้านในพื้นที่ที่อ้างสิทธิครอบครองและทำกินในสวนป่าบางขนุน

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ได้เชิญชาวบ้านผู้มีข้อพิพาทเรื่องการทำมาหากินในพื้นที่ดังกล่าว เข้ามาพูดคุย เจรจา และชี้แจงเหตุผลที่ ทัพเรือภาคที่ 3 ต้องดำเนินการปักเสา แสดงเขตแดนของพื้นที่ที่กองทัพเรือขอใช้ประโยชน์จากกรมป่าไม้

หลังจากเจรจาพูดคุยเสร็จเรียบร้อย ผู้บัญชาการทัพเรือ ได้เดินเท้าสำรวจพื้นที่สวนป่าบางขนุน และได้ปักเสาแสดงแนวเขตที่ดินกองทัพเรือใช้ประโยชน์ เพื่อป้องกันชาวบ้านในพื้นที่สับสนในเขตแดน และอาจจะบุกรุกพื้นที่เพิ่มเติมได้ ถ้าหากไม่มีการแสดงแนวเขตที่แน่นอน

ซักซ้อมแผนป้องกันการเกิดอัคคีภัยศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลวิชิต

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 อาคารป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สวนศรีภูวนาถ) คณะครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลวิชิต เข้ารับการอบรมให้ความรู้เบื้องต้น ในโครงการซักซ้อมแผนป้องกันการเกิดอัคคีภัยศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลวิชิต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566

โดยมีนายทนงศักดิ์ คล้ายเจริญ เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมเจ้าหน้าที่งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลตำบลวิชิต ร่วมให้ความรู้ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติกับคณะครูผู้เข้ารับการอบรม เพื่อสร้างความมั่นใจในระบบความปลอดภัยให้กับคณะครู นักเรียน และผู้ปกครอง