เทศบาลนครภูเก็ต จัดโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ประจำปี 2569

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ที่บริเวณชุมชนอ่าวเกใน ตำบลตลาดเหนือ อ.เมือง จังหวัดภูเก็ต นายศุภโชค ละอองเพชร นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต มอบหมายให้เจ้าหน้าที่งานสัตวแพทย์ กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครภูเก็ต พร้อมด้วยนางสาวณัฎฐา อรุณรัตน์ และนายนัฐวุฒิ เขมธนามาศ สมาชิกสภาเทศบาลนครภูเก็ต เจ้าหน้าที่งานประชาสัมพันธ์ กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลนครภูเก็ต

ลงพื้นที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษบ้าให้กับสุนัขและแมว “ชุมชนอ่าวเกใน” ตามโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ประจำปีงบประมาณ 2569 ตามพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี โดยมีประชาชนชุมชนอ่าวเกใน ให้ความสนใจนำสัตว์เลี้ยวเข้าร่วมโครงการ

โครงการดังกล่าวดำเนินงานตามพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่มุ่งขจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปจากประเทศไทย โดยให้บริการฉีดวัคซีนแก่สุนัขและแมวโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคในสัตว์เลี้ยงและลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดสู่ประชาชนในพื้นที่ตำบลตลาดเหนือและตำบลตลาดใหญ่

ศุภาลัย เดินหน้าหนุนเศรษฐกิจชุมชน จัดแคมเปญ “ศุภาลัย ไทยเยี่ยม”ส่งต่อของดี 5 ภูมิภาค

เพราะบ้านที่ดี ไม่ได้เกิดจากการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสมดุลระหว่างคุณภาพของบ้านและความเข้มแข็งของชุมชนโดยรอบ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) จึงเดินหน้าสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนทั่วประเทศ พร้อมผลักดันแคมเปญ “ศุภาลัย ไทยเยี่ยม” คัดสรรของดีฝีมือท้องถิ่นจาก 5 จังหวัด 5 ภูมิภาค ส่งต่อเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณแก่ลูกค้าที่เยี่ยมชมโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมศุภาลัยทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม–31 พฤษภาคม 2569

ภายใต้ความเชื่อว่า “บ้าน” คือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและสังคม ศุภาลัยจึงตั้งใจทำให้ทุกการเยี่ยมชมโครงการมีความหมายมากกว่าการเลือกที่อยู่อาศัย แต่เป็นโอกาสในการร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นและสร้างพลังให้เศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคง

“ศุภาลัย ไทยเยี่ยม” รวบรวมผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาจากแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าจักสานกระจูดจากบ้านห้วยลึก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่สานด้วยมือทีละเส้นจากวัสดุธรรมชาติ ชาสมุนไพร หอมป่า ฮ่อมดอย จากชุมชนแม่ทา จังหวัดเชียงใหม่ ที่ต่อยอดองค์ความรู้พื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพร่วมสมัย ดอกเกลือบ้านย่า จังหวัดสมุทรสาคร ที่สืบทอดวิถีนาเกลือดั้งเดิม กล่องทิชชูจักสานกกจากเสื่อจันทบูร จังหวัดจันทบุรี ที่ผสานงานหัตถกรรมกับดีไซน์เรียบง่ายใช้งานได้จริง และข้าวระยะเม่า จากตำบลสีสุก จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งต้องเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาที่พอดี อุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์

ทุกชิ้นผลิตภัณฑ์ไม่ใช่เพียงของขวัญเล็กๆ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรายได้ เปิดโอกาส และเติมความภาคภูมิใจให้กับคนในชุมชน สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางสังคมควบคู่กับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ศุภาลัยเชื่อว่าความยั่งยืนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้จบลงที่การส่งมอบบ้านคุณภาพ แต่ต้องรวมถึงการมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่แข็งแรงด้วย “บ้านที่ดี” ควรทำให้ชุมชนรอบข้างเติบโตไปด้วยกัน แคมเปญ “ศุภาลัย ไทยเยี่ยม” จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่เราเชื่อมโยงลูกบ้านกับผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ทุกการเยี่ยมชมมีความหมายมากกว่าการดูบ้าน แต่คือการร่วมกันสร้างรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงให้กับสังคมไทย”

แคมเปญ “ศุภาลัย ไทยเยี่ยม” จึงเป็นภาพสะท้อนของแนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนที่ศุภาลัยยึดมั่นเสมอมา ด้วยการส่งต่อคุณค่าของภูมิปัญญาไทย สร้างความภาคภูมิใจในท้องถิ่น และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้แข็งแรงจากรากฐานไปพร้อมกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยคุณภาพ

เพราะทุกการเยี่ยมชม ไม่ได้เป็นเพียงการเลือกบ้าน แต่คืออีกหนึ่งพลังเล็กๆ ที่ร่วมขับเคลื่อนชุมชนรอบข้างให้แข็งแรงอย่างมั่นคงไปพร้อมกัน ผู้สนใจสามารถแวะเยี่ยมชมโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมศุภาลัยทั่วประเทศ เพื่อร่วมส่งต่อคุณค่าของดีฝีมือท้องถิ่น เพียงเยี่ยมชมโครงการ รับทันทีของขวัญแทนคำขอบคุณจากชุมชนของเราและศุภาลัย ส่งตรงจาก 5 จังหวัด 5 ภูมิภาค ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 พฤษภาคม 2569

ดูรายละเอียดและเลือกโครงการที่สนใจได้ที่ https://supalai.ly/4kHgNWJ ทั้งนี้ สินค้ามีจำนวนจำกัด และเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 1720 หรือ Facebook: Supalai

ทต.วิชิต ร่วมโครงการบรรพชาสามเณร ประจำปีการศึกษา 2568 ครั้งที่ 21

เมื่อวันที่  1 มีนาคม 2569 ที่วัดเทพวนาราม(ม่าหนิก) ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต นายกองเอกอดุลย์ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการบรรพชาสามเณร 274 รูป ประจำปีการศึกษา 2568 ครั้งที่ 21 ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

และน้อมถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีนายกรีฑา โขติวิชญ์พิพัฒน์ นายกเทศมนตรีตำบลวิชิต พร้อมด้วย นางณฐอร เทพณรงค์ ผู้อำนวยการกองการศึกษา และพนักงานเทศบาล ร่วมพิธี นอกจากนี้ยังดร.ณัฐญาพร เสวตานนท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภูเก็ต ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ปกครองของน้องๆ ที่เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้

​NaiSnow ชาและเบเกอรี่ระดับโลก บุกตลาดภูเก็ต เปิดสาขาที่ Central Floresta Phuket

​ภูเก็ต – NaiSnow (ไนส์โนว์) แบรนด์เครื่องดื่มชาและเบเกอรี่ชั้นนำระดับโลก ประกาศเดินหน้าขยายอาณาจักรความอร่อยสู่ภาคใต้อย่างเต็มตัว เปิดตัวสาขาใหม่ล่าสุด ณ ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า (Central Phuket Floresta) ชูจุดเด่นการผสานวัฒนธรรมการดื่มชาคุณภาพเข้ากับเบเกอรี่อบสดใหม่สไตล์ยุโรป พร้อมจัดเต็มโปรโมชั่นฉลองเปิดร้านตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ เป็นต้นไป

​NaiSnow สร้างชื่อเสียงในระดับสากลด้วยแนวคิด “Tea + Soft European Bread” ที่เน้นความสดใหม่และคุณภาพระดับพรีเมียม โดยหัวใจสำคัญคือการคัดสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติ ผสานเข้ากับกรรมวิธีการปรุงที่พิถีพิถัน โดยเฉพาะเมนู “ชาผลไม้สด” ที่ให้ความสดชื่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์

ทานคู่กับ “เบเกอรี่สไตล์ยุโรป” ที่อบสดใหม่ทุกวันเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุน โดยการเปิดสาขาใหม่ที่ภูเก็ตในครั้งนี้ แบรนด์ยังคงเน้นการออกแบบร้านในสไตล์โมเดิร์น เพื่อมอบประสบการณ์คาเฟ่ที่ทันสมัย เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยว

​ฉลองเปิดสาขาใหม่ด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษ: ​เพื่อเป็นการต้อนรับลูกค้าชาวภูเก็ตและนักท่องเที่ยว NaiSnow ได้จัดแคมเปญ Grand Opening พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย ดังนี้:

​วันที่ 27 – 28 กุมภาพันธ์ และ 1 มีนาคม 2569: ​Buy 1 Get 1 Free: เมื่อซื้อเครื่องดื่มเมนูใดก็ได้ 1 แก้ว รับฟรีทันทีอีก 1 แก้ว (รายการที่แถมต้องมีมูลค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับรายการที่ซื้อ) ​Drink & Bread Combo: เมื่อซื้อเครื่องดื่มเมนูใดก็ได้ รับฟรีเบเกอรี่ที่ต้องการ 1 ชิ้นทันที

​วันที่ 2 – 5 มีนาคม 2569 ​Bakery Lover: เมื่อซื้อเบเกอรี่ครบ 3 ชิ้น รับฟรีทันที Caramel Tart จำนวน 1 ชิ้น

​นอกจากนี้ ตลอดช่วงแกรนด์โอเพนนิ่ง ลูกค้าจะได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมหน้าร้านเพื่อรับของรางวัลและสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษจาก NaiSnow อย่างใกล้ชิด ​ร่วมสัมผัสสุนทรียภาพแห่งการดื่มชาและเบเกอรี่ระดับโลกได้แล้ววันนี้ที่ NaiSnow ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า

“เอเซลเลอร์ พร็อพเพอร์ตี้” ปักหมุดซอยตาเอียด เปิดตัวมิกซ์ยูส“Aceller Hotel & Residence @ Soi Ta Iad” โรงแรมหรู-คอนโดมูลค่า 2,700 ล้าน

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 บริษัท เอเซลเลอร์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด  เปิดตัวโครงการมิกซ์ยูส “Aceller Hotel & Residence @ Soi Ta Iad” มูลค่าโครงการ 2,700 ล้านบาท บนทำเลศักยภาพซอยตาเอียด โดยมี นายพนมพร รัตนก้านตงประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(CEO) บริษัท เอเซลเลอร์ พร็อพเพอร์ตี้ จํากัด พร้อมด้วย นายยูโด ชาน (Eudo Chan)ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาธุรกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก 

ร่วมลงนามอย่างเป็นทางการในความร่วมมือ กับ Wyndham Hotels & Resorts บริหารโรงแรมภายใต้แบรนด์ TRYP by Wyndham ซึ่งนับเป็นการเปิดตัวแบรนด์ TRYP ครั้งแรกในประเทศไทย

นายพนมพร รัตนก้านตง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเซลเลอร์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวโครงการ Aceller Hotel & Residence @ Soi Ta Iad มูลค่า 2,700 ล้านบาท โครงการมิกซ์ยูสคอนโดมิเนียมผสานโรงแรมระดับ 4 ดาว บนทำเลซอยตาเอียด จังหวัดภูเก็ต พร้อมลงนามสัญญาความร่วมมือ กับ Wyndham Hotels & Resorts

เพื่อบริหารโรงแรมภายใต้แบรนด์ TRYP by Wyndham ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวแบรนด์ TRYP ครั้งแรกในประเทศไทย โดยโครงการพัฒนาภายใต้แนวคิด “Active Wellness Residence” รองรับนักเดินทางสายสุขภาพ นักกีฬา และผู้พักอาศัยระยะกลาง–ยาว รวมถึงตอบโจทย์การลงทุนในทำเลที่มีดีมานด์ตลอดปี

โครงการตั้งอยู่บนพื้นที่ 6 ไร่ 3 งาน 9.4 ตารางวา ในซอยตาเอียด ซึ่งได้รับการยอมรับระดับนานาชาติในฐานะ “World Class Fitness Destination” มีฟิตเนสและยิมส์ที่ฝึกซ้อมการออกกำลังกายด้านต่างๆ ไม่น้อยกว่า 30 แห่ง บนถนนสายเล็กๆในเมืองภูเก็ตที่มีความยาวเพียง 1.577 กม.

ดึงดูดผู้ที่รักการออกกำลังกายและดูแลสุขภาพตัวเองจากทั่วโลก ยุโรป อเมริกา รัสเซีย ตะวันออกกลางและเอเชีย ส่งผลให้พื้นที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 100,000 คนต่อปี ปัจจุบันมีที่พักประมาณ 3,000 ยูนิต อัตราเข้าพักเฉลี่ย 75–80% ตลอดปี บางช่วงเต็ม 100% ราคาห้องพักเฉลี่ย 3,000 บาทต่อคืน และปรับขึ้นถึง 4,000–5,000 บาทในช่วงดีมานด์สูง

โครงการพัฒนาเป็นมิกซ์ยูสรวม 752 ยูนิต พร้อมคลับเฮาส์ 3 ชั้น ราคาขายเฉลี่ย 92,000–100,000 บาทต่อตารางเมตร ห้องชุดแบบ Fully Furnished มี 3 ขนาด ได้แก่ Studio 29 ตร.ม., 1 Bedroom 34.5 ตร.ม. และ 2 Bedroom 50 ตร.ม.

ภายในโครงการมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รองรับแนวคิด Active Wellness อาทิ สระว่ายน้ำ 3 สระ (รวม Half-Olympic Pool), Slope Jogging Track, คลับเฮาส์พร้อมพื้นที่ออกกำลังกายส่วนกลาง และ Funtion room เพื่อรองรับการออกกำลังกายแบบ Private Class สวนส่วนกลางขนาดใหญ่ ระบบบริการมาตรฐานโรงแรม และระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง พร้อมวิวภูเขา ทะเล และเมือง

ด้านนายปพนพัชร์ โกมลชาญพานิช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด กล่าวว่า จุดขายสำคัญคือทำเล “Fitness Street” ที่โดดเด่นระดับโลก ผสานรูปแบบ Active Wellness Residence แห่งแรกในไทย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะทาง และการบริหารโดยแบรนด์ Wyndham Hotels & Resorts ภายใต้ TRYP by Wyndham ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานบริการและเพิ่มความเชื่อมั่นด้านการลงทุน รองรับทั้งการพักระยะสั้น–ยาว และเป็นคอนโดมิเนียมเพื่อการถือครองแห่งแรกในทำเลนี้

โครงการจะเปิดพรีเซลเฟสแรก 2 อาคาร วันที่ 13 มีนาคม 2569 ตั้งเป้ายอดขาย 60–70% ภายในปีนี้ เริ่มก่อสร้างไตรมาส 3 ปี 2569 และคาดแล้วเสร็จไตรมาส 4 ปี 2572 โดยมุ่งยกระดับซอยตาเอียดสู่เดสติเนชัน Active Wellness ระดับโลก และเสริมภาพลักษณ์ภูเก็ตในฐานะศูนย์กลางไลฟ์สไตล์สุขภาพของตลาดสากล

เริ่มแล้ว “ตรุษจีนเดือนสามบ้านเรา” ย่านการค้าเมืองเก่าภูเก็ต 22 – 24 กุมภาพันธ์ นี้

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่บริเวณเวทีหลัก แยกธนาคารชาร์เตอร์ อ.เมือง ภูเก็ต นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย นายศุภโชค ละอองเพชร นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต และนายกเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ต คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาลนครภูเก็ต

ร่วมกันเปิดงาน “ตรุษจีนภูเก็ต (เดือนสามบ้านเรา) ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่ 22 – 24 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้แนวคิด “Phuket Festival 2026 : ความสมบูรณ์ดี” ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

นายศุภโชค ละอองเพชร นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “Discover Phuket” ที่มุ่งนำอัตลักษณ์วัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่นมาเป็นพลังขับเคลื่อนเมือง พร้อมต่อยอด “ทุนทางวัฒนธรรม” สู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

เทศบาลนครภูเก็ตมุ่งพัฒนาเมืองให้เป็นจุดหมายปลายทางที่เปี่ยมเสน่ห์ โดยนำวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่นมาเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเมือง ควบคู่การสืบสานและอนุรักษ์มรดกของบรรพบุรุษ” นายศุภโชค กล่าว

ไฮไลต์สำคัญปีนี้คือ “อุโมงค์โคมไฟมังกร” ความยาวกว่า 40 เมตร จำนวน 2 จุด ตลอดแนวถนนสายประวัติศาสตร์ในย่านเมืองเก่า พร้อมจุดเช็กอิน 5 จุด เวทีกิจกรรมกว่า 7 เวที และการแสดงศิลปวัฒนธรรมจีน–เพอรานากันตลอด 3 วันเต็ม

อีกหนึ่งจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวคือ โซนอาหารภายใต้แนวคิด “Phuket City of Gastronomy” ที่รวบรวมร้านอาหารพื้นเมือง ขนม เครื่องดื่ม และสินค้าชุมชนมากกว่า 400 ร้านค้า พร้อม Food Truck อีก 13 ร้าน เติมเต็มประสบการณ์กินเที่ยวครบจบในพื้นที่เดียว

ด้าน นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า เทศกาลตรุษจีนเดือนสามบ้านเรา เป็นกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนศักยภาพภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต และสถาปัตยกรรมชิโน–ยูโรเปียน

“การต่อยอดมรดกวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยว ถือเป็นพลัง Soft Power ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิด และส่งเสริมภาพลักษณ์เมืองเก่าให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล” ผู้ว่าฯ ภูเก็ต กล่าว

งานตรุษจีนภูเก็ต (เดือนสามบ้านเรา) จึงไม่เพียงเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองตามประเพณี แต่ยังเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ตให้เติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางบรรยากาศแสง สี เสียง และความคึกคักใจกลางเมืองเก่า

แก้วิกฤตปัญหาขยะล้น “ราไวย์” สู่ ‘ธนาคารขยะ’ เปลี่ยนภาระเป็นคุณค่า

ปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นทุกวัน อาจเป็นภาพชินตาของหลายเมืองท่องเที่ยว แต่สำหรับ “ราไวย์” หนึ่งในพื้นที่ปลายแหลมของเกาะภูเก็ต ปริมาณขยะที่พุ่งสูงตามจำนวนนักท่องเที่ยว กลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อระบบจัดการของท้องถิ่นโดยในช่วงโลว์ซีซัน เทศบาลตำบลราไวย์มีขยะวันละ 40–50 ตัน และเพิ่มเป็น 80–100 ตันต่อวัน

ในช่วงไฮซีซัน ขยะทั้งหมดต้องส่งไปกำจัดที่เตาเผาของเทศบาลนครภูเก็ต คิดเป็นค่าใช้จ่ายเดือนละกว่า 1–2 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้ ไม่เพียงสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ยังหมายถึงภาระที่ไม่มีวันสิ้นสุด หากยังไม่มีการแก้ปัญหาที่ต้นทาง

นายเทมส์ ไกรทัศน์ นายกเทศมนตรีตำบลราไวย์ กล่าวว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้น เทศบาลราไวย์ จึงได้จัดทำโครงการ  “ธนาคารขยะ” ขึ้น เพื่อรับซื้อขยะรีไซเคิล และนำไปขายต่อ แม้ราคาที่รับซื้อจะต่ำกว่าท้องตลาด แต่ส่วนต่างกำไรกลับถูกนำไปใช้ในสาธารณประโยชน์ เช่น ซื้อเตียงผู้ป่วย ซ่อมแซมอุปกรณ์การแพทย์ และช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน ปัจจุบัน มีประชาชนเปิดบัญชีขายขยะแล้วกว่า 130–150 คน และสามารถรวบรวมขยะรีไซเคิลได้ครั้งละประมาณ 3 ตัน

นายเทมส์ กล่าวด้วยว่า  ปัญหาขยะของราไวย์ ไม่ได้มีเพียงปริมาณ แต่ยังรวมถึง “ประเภทขยะ” ที่สร้างผลกระทบต่อระบบจัดเก็บ  โดยเฉพาะลูกมะพร้าว เบื้องต้น ได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการใน  2 ชายหาด คือ หาดในหาน และหาดยะนุ้ย ในการคัดแยกลูกมะพร้าวจากการบริโภคของนักท่องเที่ยว ซึ่งมีมากถึงวันละ 1 ตัน ออกจากขยะทั่วไป โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

เพราะลูกมะพร้าวเหล่านี้ เมื่อเข้าสู่รถบดอัดขยะ สามารถทำให้เครื่องจักรเสียหายได้ ส่งผลให้รถขยะไม่สามารถออกเก็บขยะได้ และกระทบต่อทั้งตำบล ปัญหานี้ ทำให้เทศบาลต้องเริ่มมองหาทางออกใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงการ “เก็บ” แต่ต้อง “แยก” ตั้งแต่ต้นทาง ด้วยการนำลูกมะพร้าวที่แยกได้ ไปบดเป็นขุยมะพร้าว แจกให้เครือข่ายอาสาสมัครนำไปใช้ปลูกต้นไม้

ด้าน น.ส.พะเยาว์ เพ็งแจ่ม อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ตำบลราไวย์ ที่เข้าร่วมโครงการ ยอมรับว่า แม้ราคาจะต่ำกว่าตลาด แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีความหมายมากกว่า นอกจากได้เงินเก็บในบัญชีแล้ว ยังมีส่วนช่วยเหลือผู้ป่วยในชุมชน และลดภาระของท้องถิ่น รวมทั้งยังได้มีเพื่อนเพิ่มมากขึ้นด้วย

โครงการ “ธนาคารขยะ” สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการขยะ ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของรัฐ แต่เป็นความร่วมมือของทั้งชุมชน และทางออกของปัญหาขยะ เริ่มต้นจากต้นทาง โดยเทศบาลตำบลราไวย์มีแผนขยายการแยกขยะให้ครอบคลุมทั้งตำบล รวมถึงส่งเสริมให้ครัวเรือนจัดการขยะอินทรีย์ด้วยตนเอง เพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องเข้าสู่ระบบกำจัด ในวันที่ปัญหาขยะยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของภูเก็ต“ธนาคารขยะ” อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยน “ขยะ” จากภาระ ให้กลายเป็น “คุณค่า” และอาจเป็นต้นแบบของการแก้ปัญหาขยะจากต้นทางด้วยพลังของคนในชุมชนเอง