บันยันทรี เรสซิเดนซ์ สิชล เปิดฉากก้าวแรกในนครศรีธรรมราช จุดหมายปลายทางริมชายหาดระดับไฮเอนด์

สามเหลี่ยมชายฝั่งใต้ของไทย จุดบรรจบของสนามบินนานาชาติเกาะสมุย สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสำคัญที่ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและการลงทุนตลอดแนวชายฝั่งอ่าวไทย ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.46 พันล้านบาท (43 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในสนามบินนานาชาตินครศรีธรรมราช การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งนี้เร่งพลิกโฉมภูมิภาคอย่างรวดเร็ว ซึ่งได้รับยืนยันจากรายงานของ C9 Hotelworks

ท่ามกลางตลาดท่องเที่ยวชั้นนำของเอเชีย ญี่ปุ่นต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36 ล้านคนในปี 2567 ขณะไทยมีนักท่องเที่ยว 35 ล้านคน แนวโน้มการเดินทางกำลังขยายสู่จุดหมายปลายทางหรูแห่งใหม่ รายงานฉบับนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยวให้ก้าวไกลกว่าย่านยอดนิยมอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา และหัวหิน

“การเชื่อมต่อทางอากาศ คือกุญแจสำคัญของการเติบโตด้านการท่องเที่ยว ผู้คนสามารถเข้าถึงนครศรีธรรมราชได้ผ่านสนามบินนานาชาติถึงสามแห่ง ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ ถ้าคุณเดินทางไปไม่ได้ คุณก็อยู่ที่นั่นไม่ได้” บิล บาร์เน็ตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าว

จุดหมายใหม่แห่งการท่องเที่ยวและการลงทุน รายงาน Nakhon Si Thammarat: Tourism, Hotel & Real Estate Market Update จาก C9 Hotelworks เผยว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชกำลังก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว โดยเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2567 มีนักเดินทางเยือนกว่า 3.8 ล้านคน อัตราการเข้าพักเฉลี่ย 69% และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 13.2 พันล้านบาท

ด้วยชายหาดที่บริสุทธิ์ มรดกทางวัฒนธรรมที่เปี่ยมเสน่ห์ และการเดินทางที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น นครศรีธรรมราชกำลังก้าวสู่เส้นทางการเติบโตที่เสมือนภูเก็ตเมื่อสามทศวรรษก่อน การเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนโดยวิสัยทัศน์ของ KP Ho ผู้ก่อตั้ง บันยัน กรุ๊ป ผู้บุกเบิกความสำเร็จของโครงการลากูน่า ภูเก็ต ที่พลิกโฉมเหมืองแร่ร้างให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับลักซ์ชัวรี

โดยบันยันทรี เรสซิเดนซ์ สิชล แบรนด์เรสซิเดนซ์ระดับอัลตร้าลักซ์ชัวรี กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการรีสอร์ตในภาคใต้ของประเทศไทย โดยได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์อย่างเป็นทางการท่ามกลางการเข้าร่วมของเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากภาครัฐ รวมถึงผู้บริหารจากบันยัน กรุ๊ป และ อุรัสยา พร็อพเพอร์ตี้ ผู้พัฒนาโครงการ

ราวี ชานดราน กรรมการบริหารของ อุรัสยา พร็อพเพอร์ตี้ และอดีตประธานเข้าหน้าที่บริหารของ ลากูน่า ภูเก็ต กล่าวว่า “ผมนึกถึงภูเก็ตเมื่อ 30 ปีก่อน ตอนที่บันยัน ทรี เปิดตัวในลากูน่า ภูเก็ต ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของการท่องเที่ยว และยังคงส่งอิทธิพลมาจนถึงทุกวันนี้ โดยนครศรีธรรมราชก็กำลังก้าวไปในเส้นทางที่คล้ายกัน”

มาตรฐานใหม่แห่งเรสซิเดนซ์ลักซ์ชัวรี ตั้งอยู่บนชายหาดสิชล บันยัน ทรี เรสซิเดนซ์ สิชล นำเสนอคอลเลกชันพิเศษของวิลล่าส่วนตัว 15 หลัง ขนาด 4-5 ห้องนอน พร้อมสระว่ายน้ำ โดยออกแบบให้มีวิวทะเลแบบพาโนรามา ดีไซน์ภายในทันสมัย และสถาปัตยกรรมที่ยั่งยืน โครงการยังมอบประสบการณ์เหนือระดับด้วย บริการเรือส่วนตัว (เดินทางถึงเกาะสมุยในเพียง 45 นาที) คอนเซียร์จ 24 ชั่วโมง บริการสปาและเวลเนส คลับเฮาส์ริมชายหาด พร้อมร้านอาหารและบาร์ โดยราคาสำหรับวิลล่าชั้นเดียวริมชายหาดพร้อมสระว่ายน้ำ เริ่มต้นที่ 85 ล้านบาท (ประมาณ 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และ วิลล่าสองชั้นวิวทะเลพร้อมสระว่ายน้ำ เริ่มต้นที่ 65 ล้านบาท (ประมาณ 1.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

การเป็นเจ้าของเรสซิเดนซ์กับบันยัน กรุ๊ป คือการเปิดประตูสู่โลกแห่งสิทธิพิเศษ บริการเหนือระดับ และประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่าน The Sanctuary Club โปรแกรมเอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับเจ้าของเรสซิเดนซ์ สมาชิกจะได้รับสิทธิ์เข้าถึง บริการแบบเฉพาะบุคคล อัตราสิทธิพิเศษ และไลฟ์สไตล์สุดพิเศษ จากโรงแรมและรีสอร์ตชั้นนำทั่วโลกในเครือ

สจวร์ต รีดดิง กรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของ บันยัน กรุ๊ป กล่าวว่า “บันยันทรี เรสซิเดนซ์ สิชล เปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้ที่มองหาบ้านหลังที่สองระดับลักซ์ชัวรี ได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่มีเอกลักษณ์ พร้อมสัมผัสไลฟ์สไตล์สุดเอ็กซ์คลูซีฟภายใต้การรับประกันคุณภาพจากแบรนด์บันยัน ทรี”

สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มมูลค่าการลงทุน บันยัน ลิฟวิ่ง (Banyan Living) โซลูชันการปล่อยเช่าครบวงจรที่เพิ่งเปิดตัวโดยบันยัน กรุ๊ป ช่วยให้เจ้าของสามารถสร้างรายได้จากการปล่อยเช่า พร้อมเข้าถึงเครือข่ายการจัดจำหน่ายระดับโลก แพลตฟอร์มจองที่พักแบบครบวงจร และบริการลูกค้าหลายภาษา ทั้งหมดนี้ได้รับการสนับสนุนโดยบริการโรงแรมระดับเวิลด์คลาส และมาตรฐานการดูแลรักษาที่เข้มงวด เพื่อให้ที่พักคงคุณภาพระดับสูงสุด

อนาคตตลาดลักซ์ชัวรีในนครศรีธรรมราช ด้วยการเชื่อมต่อทางอากาศที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โครงสร้างพื้นฐานที่เติบโตและความสนใจจากนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น นครศรีธรรมราชกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางรีสอร์ตหรูแห่งใหม่ของประเทศไทย โครงการซูเปอร์ไฮเวย์เหนือ-ใต้ (North-South Super Highway) กำลังเสริมศักยภาพการเดินทางภายในประเทศ ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวลักซ์ชัวรีและเสริมสร้างโอกาสทางธุรกิจ ขณะที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำเริ่มมุ่งความสนใจมายังตลาดรีสอร์ตทางตอนใต้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการจากทั่วโลก

ด้วยสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ การเชื่อมต่อเชิงยุทธศาสตร์ และความเชื่อมั่นจากนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น นครศรีธรรมราชกำลังก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางลักซ์ชัวรีแห่งใหม่ของประเทศไทย บาร์เน็ตต์ กล่าวเสริม

อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช โดดเด่นด้วยทิวทัศน์ชายฝั่งที่เป็นเอกลักษณ์ และชายหาดบริสุทธิ์ที่คงความงดงามตามธรรมชาติ

เทศบาลตำบลวิชิตจัดกิจกรรมหลักสูตรการทำอาหาร (ขนมเกี้ยมโก๊ย)

เมื่อวันที่ 7 – 8 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ศูนย์พักกายใจ ณ เขาล้อม เทศบาลตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต กองสวัสดิการสังคม เทศบาลตำบลวิชิต นำประชาชนในพื้นที่ตำบลวิชิต เข้าร่วมกิจกรรมหลักสูตรการทำอาหาร (ขนมเกี้ยมโก๊ย) ภายใต้โครงการสร้างอาชีพในชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมีประชาชนในพื้นที่ตำบลวิชิตที่มีความสนใจในการฝึกอาชีพ การทำขนมเกี้ยมโก๊ยเข้าร่วม 2 รุ่น รวม 40 คน

ซึ่งได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุดิบ อุปกรณ์ และวิธีการทำขนมเกี้ยมโก๊ย โดยนางวิภาพร ชิณการณ์ และนางสาวนิตยา พวงจันทร์ เป็นวิทยากรบรรยาย สาธิต และสอนวิธีการพร้อมเคล็ดลับการทำขนมเกี้ยมโก๊ยให้อร่อย ต่อยอดสร้างเป็นอาชีพ สร้างรายได้เสริมให้กับตนเองและครอบครัว

มูลนิธิกุศลธรรม เทศบาลนครภูเก็ต มอบเงิน และข้าวสารผู้ประสบเหตุอัคคีภัย

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ที่บริเวณด้านหน้าอาคารมูลนิธิกุศลธรรม ภูเก็ต นายไพโรจน์ ศรีละมุล นายอำเภอเมืองภูเก็ต พร้อมด้วยนายเล็ก ตันติวงศ์ไพศาล ประธานมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต คณะกรรมการและที่ปรึกษา นายประสิทธิ์ สินเสาวภาคย์ รองนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต ร่วมมอบเงินเยียวยาให้ประชาชนจำนวน 17 หลังคาเรือน ที่ประสบเหตุอัคคีภัย บริเวณถนนพูนผลซอย 3 และ 5 อ.เมือง จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่20 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา

สำหรับการมอบเงินเยียวยาในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร และมูลนิธิช่วยเหลือผู้ประสบภัย14จังหวัดภาคใต้ จำนวน4,500บาท/คน ในกรณีเพลิงไหม้ทั้งหลังมีจำนวน10หลังคาเรือน และกรณีที่ไหม้บางส่วน ได้รับเงินเยียวยาคนละ 2,250 บาท มีจำนวน7หลังคาเรือน รวมเงินเยียวยาทั้งสิ้นจำนวน 272,250 บาท  นอกจากนี้ ทางเทศบาลนครภูเก็ต ยังมอบข้าวสารให้ครอบครัวละ10 กิโลกรัม มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ตมอบน้ำดื่มจำนวน 17 แพ็ค

เตรียมระเบิดศึกการกุศล เพื่อนักศึกษา “ป่าตองไฟท์ไนท์ x ราชภัฏภูเก็ต” สนามมวยป่าตองใสน้ำเย็น

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ที่สนามมวยป่าตองไสน้ำเย็น ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ผศ.ดร.หิรัญ ประสารการ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต, นายก้องศักดิ์ คู่พงศกร ประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต, นายธรรมวรรธ วงศ์เจริญยศ บอร์ด กกท. และนายกสมาคมกีฬาจังหวัดภูเก็ต ในฐานะประธานจัดงาน และ นายบุญธรรม ญาณรัตน์ นายสนามมวยป่าตองไสน้ำเย็น

ร่วมแถลงข่าว การจัดการแข่งขันชกมวยการกุศล “ศึกป่าตองไฟท์ไนท์” เพื่อระดมทุนสนับสนุนการศึกษาและพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นในวันที่ 13 มีนาคมนี้ ที่สนามมวยป่าตองไสน้ำเย็น โดยมีคณะกรรมการจัดงานฯ คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต (คสม.)  และสื่อมวลชนเข้าร่วม

นายก้องศักดิ์ คู่พงศกร ประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต (คสม.) กล่าวว่า  ที่ผ่านมาทาง คสม. ได้มีการจัดกิจกรรมระดมทุนเพื่อใช้ในการพัฒนาการศึกษา และมหาวิทยาลัยในทุกมิติ รวมถึงการมอบทุนการศึกษาด้วย โดยได้หารือร่วมกับนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดภูเก็ต จนนำมาสู่การจัดการแข่งขันมวย รายการ “ศึกป่าตองไฟท์ไนท์ x ราชภัฏภูเก็ต” ขึ้น นอกจากจะเป็นการระดมทุนเพื่อการศึกษาแล้ว

ยังเป็นส่วนหนึ่งในการชูอัตลักษณ์ของความเป็นมวยไทย ประกอบกับจังหวัดภูเก็ตมีค่ายมวยชื่อดังหลายค่าย  โดยได้รับการสนับสนุนด้านความร่วมมือ และสถานที่จากเจ้าของสนามมวย Patong Boxing Stadium จึงเป็นที่มาของการจัดการแข่งขันในครั้งนี้  ทั้งนี้ในอนาคตยังมีแผนดำเนินกิจกรรมเพิ่มเติม โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมด้านกีฬาให้มีความเป็นเลิศ และสามารถพัฒนาเป็นอาชีพสำหรับนักศึกษา รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ที่จะสนับสนุนการพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่นายธรรมวรรธ วงศ์เจริญยศ บอร์ด กกท. และ นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดภูเก็ต ในฐานะประธานจัดงาน การจัดการแข่งขันมวยในครั้งนี้มี กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของการจัดแข่งขัน เพื่อระดมทุนสนับสนุนการศึกษาและพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต โดยมุ่งเน้นให้ความช่วยเหลือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในมหาวิทยาลัยฯ นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์และสนับสนุนให้ภูเก็ตเป็นเมืองกีฬา (Sports City) ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่

นอกจากนี้ ผศ.ดร.หิรัญ ประสานการ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต กล่าวเสริมว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ในฐานะมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ให้ความสำคัญกับศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬามวยไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ไทยด้วย

ทั้งนี้การแข่งขันศึกป่าตองไฟลท์ไนท์ จะเปิดจำหน่ายบัตรเข้าชมเพียง 300 ใบ ในราคาใบละ 3,000 บาท โดยขณะนี้เหลือเพียง 10% เท่านั้น ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อจองบัตรทาง คสม. ได้ก่อนหมด! ซึ่งการแข่งขันดังกล่าว จะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม 2568 ณ สนามมวยป่าตองใส่น้ำเย็น และถ่ายทอดสดทาง ช่อง ททบ.5 เวลา 21.00 น.  มีมวยร่วมชกจำนวน 7 คู่ ล้วนเป็นนักมวยที่มีชื่อเสียง โดยคู่เอกของรายการ ได้แก่ แสงเทียน เอกเมืองนนท์ พบกับ เขาใหญ่ ป่าตอง สเตเดียมยิม ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่ศักยภาพด้านกีฬาของจังหวัดภูเก็ตไปสู่ระดับโลก

ทต.วิชิตจัดกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชน

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ศูนย์พักกายใจ ณ เขาล้ออม ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เทศบาลตำบลวิชิต ดำเนินโครงการร่วมกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดภูเก็ต ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนตำบลวิชิต และมูลนิธิ SOS สาขาภูเก็ต ดำเนินโครงการพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 และโครงการวัคซีนครอบครัว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568

เพื่อเปิดพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวในพื้นที่ตำบลวิชิตในทุกช่วงวัย ให้ได้รับโอกาสในการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัวที่มีช่วงอายุต่างกัน ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม

ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการ “ทำขนมล้อมรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น” (ขนมโค) เพื่อเป็นการร่วมกันเรียนรู้การทำขนมพื้นถิ่น และใช้เวลาคุณภาพร่วมกันของคนในครอบครัว โดยมีนางวิภาพร ชิณการณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น (อาหาร) เป็นวิทยากร โดยมีสมาชิกครอบครัว และเครือข่ายครอบครัว เข้าร่วม จำนวน 45 คน

เอกอัครราชทูตอาเซอร์ไบจาน กระชับความสัมพันธ์และหารือแนวทางความร่วมมือกับจังหวัดภูเก็ต

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ห้องรับรองศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ให้การต้อนรับ นายเอลชิน รากุบ โอกูล บาชีรอฟ (Mr. Elchic Raqub oglu Bashirov) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทย และคณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างจังหวัดภูเก็ตกับสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน

การหารือครั้งนี้มีผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญในจังหวัดภูเก็ตเข้าร่วม อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราวจังหวัดภูเก็ต ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต และสำนักงานจังหวัดภูเก็ต โดยได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของจังหวัด รวมถึงแนวทางการพัฒนาในด้านการท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว

นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ในปี 2567 จังหวัดภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาถึง 13.1 ล้านคน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 497,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีชาวอาเซอร์ไบจานอาศัยอยู่ในภูเก็ตระยะยาว 14 คน และในเดือนมกราคม 2568 มีนักท่องเที่ยวอาเซอร์ไบจานเดินทางมาภูเก็ต 450 คน ซึ่งจังหวัดภูเก็ตมีความยินดีต้อนรับและต้องการส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวจากอาเซอร์ไบจานเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ทำให้จังหวัดภูเก็ตเผชิญกับปัญหาบางประการ เช่น การฝ่าฝืนกฎหมายและวัฒนธรรมของพื้นที่ ซึ่งทางจังหวัดมีมาตรการสื่อสารร่วมกับกงสุล 29 ประเทศในภูเก็ต โดยจัดประชุมหารือทุก 2 เดือน เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายและวัฒนธรรมท้องถิ่น นอกจากนี้ ปัญหาการจราจรเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่จังหวัดได้เสนอให้รัฐบาลกลางพิจารณาแก้ไข เพื่อรองรับการเป็น “Premium Destination” ที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีและเอื้อต่อการท่องเที่ยว

ด้านนายเอลชิน รากุบ โอกูล บาชีรอฟ เอกอัครราชทูตอาเซอร์ไบจาน กล่าวว่า “ขอขอบพระคุณผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตและส่วนราชการที่สละเวลามาร่วมหารือ สำหรับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานประจำประเทศไทย เพิ่งเปิดทำการเมื่อเดือนกันยายน 2567 และแม้ว่าชาวอาเซอร์ไบจานจะอาศัยอยู่ในจังหวัดภูเก็ตจำนวนน้อย แต่สถานทูตจะช่วยสื่อสารเพื่อให้ชาวอาเซอร์ไบจานปฏิบัติตามกฎหมายและวัฒนธรรมของจังหวัดภูเก็ต”

เอกอัครราชทูตอาเซอร์ไบจานยังกล่าวถึงผลจากนโยบายที่ให้มีการทำวีซ่าแบบ E-Visa ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกและเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวอาเซอร์ไบจานมีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยและจังหวัดภูเก็ตมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีความสนใจที่จะสนับสนุนการเปิดเที่ยวบินตรงจากกรุงบากูมายังกรุงเทพฯ หรือจังหวัดภูเก็ต เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างทั้งสองประเทศ

“ในส่วนของแนวคิดการพัฒนาเมืองพี่เมืองน้อง อาเซอร์ไบจานมีความยินดี แต่จะต้องพิจารณาว่าเมืองใดของอาเซอร์ไบจานมีความคล้ายคลึงกับจังหวัดภูเก็ต ทั้งในด้านประเพณี วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ อาเซอร์ไบจานต้องการเรียนรู้จากจังหวัดภูเก็ตเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และเป็นที่รู้จักในระดับสากลมาอย่างยาวนาน”

“ประเทศไทยมีชื่อเสียงในเรื่องของการพัฒนาผู้คน อาเซอร์ไบจานจึงปรารถนาที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและจังหวัดภูเก็ต เพราะประเทศไทยมีรอยยิ้มที่สวยงามและมีมรดกทางวัฒนธรรมที่งดงาม” นายเอลชิน กล่าว

การหารือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างจังหวัดภูเก็ตและสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในด้านการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนในอนาคต

พบเต่าทะเลขึ้นวางไข่ 5 รัง ในพื้นที่จังหวัดพังงา ตรวจสอบระบบนิเวศมีความสมบูรณ์

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (อทช.) ได้มอบหมายให้นายโกสิทธิ์ นิลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล และเจ้าหน้าที่ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 (ตะกั่วป่า พังงา) ลงพื้นที่ตรวจสอบการขึ้นวางไข่ของเต่าทะเล

ตามที่ได้รับแจ้งจากประชาชนในพื้นที่พบว่ามีร่องรอยของเต่าทะเลขึ้นวางไข่ ณ บริเวณชายหาดบ้านทุ่งดาบ หมู่ที่ 1 ตำบลเกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา จำนวน 5 รัง จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบเป็นร่องรอยของเต่าทะเลขึ้นวางไข่ มีลักษณะการวางไข่ที่แตกต่างกันโดยผลการตรวจสอบปรากฏ ดังนี้

รังที่ 1 ตำแหน่งการวางไข่พิกัด 417405 E 998853 N ระดับความลึกไข่ 69 เซนติเมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของไข่อยู่ที่ 4.05 เซนติเมตร รังที่ 2 ตำแหน่งการวางไข่ พิกัด 417394 E 998477 N ระดับความลึกของไข่อยู่ที่ 67 เซนติเมตร ขนาดเส้นผ้าศูนย์กลางของไข่อยู่ที่ 4.28 เซนติเมตร รังที่ 3 ตำแหน่งการวางไข่พิกัด 417844 E 1004672 N ระดับความลึกของไข่ 60 เซนติเมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของไข่อยู่ที่ 3.77 เซนติเมตร

รังที่ 4 ตำแหน่งการวางไข่พิกัด 417840 E 1004312 N ระดับความลึกของไข่อยู่ที่ 59 เซนติเมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของไข่อยู่ที่ 4.19 เซนติเมตร และรังที่ 5 รังสุดท้าย ตำแหน่งการวางไข่พิกัด 417839 E 1004313 N ระดับความลึกของไข่อยู่ที่ 57 เซนติเมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของไข่อยู่ที่ 3.92 เซนติเมตร

ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าตำแหน่งการวางไข่เต่าทะเล ทั้ง 5 รัง อยู่พ้นแนวระดับของน้ำทะเลท่วมถึง เจ้าหน้าที่กรม ทช. จึงได้กลบหลุมและจัดทำคอกป้องกันภัยคุกคามตามธรรมชาติ อีกทั้งยังไม่สามารถระบุชนิดของเต่าทะเลทั้งหมดได้ โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยว เฝ้าติดตามการขึ้นวางไข่ของเต่าทะเล ในบริเวณพื้นที่ชายหาดเกาะพระทอง ตลอดจนติดตามสถานการณ์ของสัตว์ทะเลหายากใกล้สูญพันธุ์ชนิดอื่นๆ ในพื้นที่อีกด้วย จากการรายงานล่าสุด ปัจจุบันพบเต่าขึ้นว่างไข่แล้วจำนวน 17 รัง

ประกอบด้วย เต่ามะเฟือง จำนวน 4 รัง ซึ่งพบการว่างไข่ในพื้นที่เกาะพระทอง จำนวน 3 รัง และในพื้นที่เกาะระ จำนวน 1 รัง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา และเต่าเล็ก (ตนุ/หญ้า) จำนวน 13 รัง ในพื้นที่เกาะพระทองและอีก 1 รัง พบในพื้นที่เกาะระ อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ทั้งนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ชาวประมง ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว ให้ช่วยกันดูแล หากพบเห็นสถานการณ์ทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงสัตว์ทะเลหายาก สามารถแจ้งหน่วยงานในพื้นที่ หรือโทรสายด่วนพิทักษ์ป่ารักษาทะเล 1362

ข่าวประชาสัมพันธ์เทศบาลตำบลวิชิต

กองสวัสดิการสังคม เทศบาลตำบลวิชิต เปิดรับสมัครครอบครัวในตำบลวิชิต เข้าร่วมกิจกรรม “การปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับครอบครัว” พื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชน FAM PLAY ในโครงการวัคซีนครอบครัว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568

ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 10.00 น.ณ ห้องประชุมระเงง ชั้น 3 สำนักงานเทศบาลตำบลวิชิต คลิกลิ้งค์เพื่อสมัครเข้าร่วม https://docs.google.com/…/1FAIpQLSc_V5Ehv…/viewform หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อกองสวัสดิการสังคม เทศบาลตำบลวิชิต โทร.0 7653 0370 (ในวันและเวลาราชการ)

เริ่มแล้ว ANDAMAN TRADE FAIR @PHUKET มหกรรมแสดงและจำหน่ายสินค้าและเจรจาธุรกิจ

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 ณ บริเวณลาน Outdoor Arena ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ANDAMAN TRADE FAIR @PHUKET ซึ่งเป็นมหกรรมแสดงและจำหน่ายสินค้า รวมถึงการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) โดยมี นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต หัวหน้าส่วนราชการ และเอกชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

สำหรับงาน ANDAMAN TRADE FAIR จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 12 – 16 กุมภาพันธ์ 2568 โดยได้รวบรวมผู้ประกอบการจาก 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล รวมกว่า 300 ร้านค้า โดยนำเสนอสินค้าหลากหลายประเภท อาทิ สินค้าชุมชน สินค้าอัตลักษณ์ สินค้านวัตกรรม และสินค้า BCG ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการท่องเที่ยวชุมชน และสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การจัดทำระบบ Platform ข้อมูลสินค้าและบริการ SMEs Andaman และ การอบรมหลักสูตรการปรับตัวเข้าสู่การค้ายุคดิจิทัล (Digital Trading Platform) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการในภูมิภาค

ทั้งนี้ จังหวัดภูเก็ตและกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงตลาดสินค้าและบริการ ผ่านการจัดมหกรรม ANDAMAN TRADE FAIR ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าภายในประเทศ รวมถึงการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการกระจายรายได้สู่ชุมชน และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างยั่งยืน