นายกเล็กเมืองป่าตอง มุ่งพัฒนาสู่เมืองท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมเปิดประตูสู่การมีส่วนร่วมของชุมชน

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ที่ห้องประชุมโรงแรม Patong Bay Hill ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต นางลลิตา มณีศรี นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และสมาชิกสภากลุ่มป่าตองสร้างสรรค์ ได้จัดแถลงนโยบายต่อสื่อมวลชน ภายหลังได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศผลอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ นางลลิตา มณีศรี ได้กล่าวเน้นย้ำถึงแนวทางการบริหารงานของเทศบาลเมืองป่าตองภายใต้คณะผู้บริหารชุดใหม่ โดยจะยึดหลักธรรมาภิบาล บริหารจัดการอย่างโปร่งใส ประหยัด และคุ้มค่า พร้อมให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ โดยตั้งเป้าวิสัยทัศน์การพัฒนาว่า “เมืองแห่งการท่องเที่ยวที่ทันสมัย สะอาด สวยงาม ปลอดภัย อย่างยั่งยืน”

เทศบาลเมืองป่าตองได้กำหนด 6 แนวนโยบายหลัก เพื่อครอบคลุมทุกมิติของการพัฒนา โดยมีรายละเอียดประกอบด้วย 1.ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: มุ่งเน้นการพัฒนาระบบจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสะอาดและความสวยงามของเมือง

2.ด้านโครงสร้างพื้นฐาน: พัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้มีความทันสมัยและรองรับการเติบโตของเมือง

3.ด้านคุณภาพชีวิตและสังคม: ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในทุกมิติ 4.ด้านการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม: ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมท้องถิ่น

5.ด้านการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว: ยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล 6.ด้านการบริหารจัดการที่ดี: เน้นการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้วยการติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) พัฒนาบุคลากรเทศบาล ส่งเสริมแนวคิดสมาร์ทซิตี้ และสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในการวางแผนพัฒนาและตรวจสอบการบริหารงาน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพสูงสุด

นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง ยังได้ยืนยันเจตนารมณ์ที่จะอุทิศตนรับใช้พี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยยึดหลักซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ พร้อมเปิดรับฟังคำแนะนำและความร่วมมือจากสมาชิกสภา ชุมชน และประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาเทศบาลเมืองป่าตองให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน เพื่อให้เมืองป่าตองเติบโตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก ที่ประชาชนมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างแท้จริง

นายกเทศบาลตำบลวิชิต แถลงนโยบายต่อสภาเทศบาลตำบลวิชิต

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ห้องประชุมสภา ชั้น 3 สำนักงานเทศบาลตำบลวิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายนิมิตร เอกวานิช ประธานสภาเทศบาลตำบลวิชิต เป็นประธานในการประชุมสภาเทศบาลตำบลวิชิต สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 2 ประจำปี 2568 เพื่อให้นายกเทศมนตรีได้แถลงนโยบายต่อสภา โดยมีนายกรีฑา โชติวิชญ์พิพัฒน์ นายกเทศมนตรีตำบลวิชิต พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาลฯ หัวหน้าส่วนราชการเทศบาลตำบลวิชิต และสื่อมวลชนเข้าร่วม

โดยก่อนการแถลงนโยบาย ทางประธานได้ให้หัวหน้าส่วนราชการ ที่ย้ายมาใหม่ ในช่วงที่ไม่มีคณะผู้บริหาร และสมาชิกสภา ได้แนะนำตัวต่อคณะบริหาร และสภาไดรับทราบ จากนั้นประธานสภา ก็ได้ให้นายกรีฑา โชติวิชญ์พิพัฒน์ นายกเทศมนตรีตำบลวิชิต ได้แถลงนโยบายต่อสภาเทศบาลตำบลวิชิต

ซึ่งได้กำหนดแผนการบริหารงานของเทศบาลตำบลวิชิตไว้ เพื่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตามนโยบายที่ได้กำหนดไว้ โดยมุ่งสร้างเสถียรภาพ และความมั่นคงในการพัฒนาเทศบาลตำบลวิชิตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลวิชิต โดยมีรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้

1.นโยบายด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยพัฒนาปรับปรุงและเพิ่มความสะดวก สบายแก่ชาวตำบลวิชิตทุกคน จัดให้มีน้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี คูคลองสะอาด การจราจรสะดวก และปลอดภัย

2.นโยบายด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต ส่งเสริมสนับสนุนการรักษาความสงบ เรียบร้อย และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ เพิ่มศักยภาพของบุคลากรและเครื่องมือเครื่องใช้ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยมีหน่วยบริการฉุกเฉิน (EMS) ตลอด 24 ชั่วโมง

พร้อมสนับสนุนด้านการกีฬา นันทนาการ จัดให้มีอุปกรณ์กีฬาต่างๆอย่างเหมาะสม และเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน รวมถึงพัฒนาเด็ก เยาวชน สตรี คนชรา และผู้ด้อยโอกาส ร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง และส่งเสริมศาสนา ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ให้คงอยู่ มุ่งเน้นให้สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็ง และเป็นสถาบันหลักของสังคม

3.นโยบายด้านการศึกษา การพัฒนาความก้าวหน้าของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนในเขตตำบลวิชิต และบุคลากรด้านการศึกษา การพัฒนาเด็กและเยาวชน ตลอดจนประชาชนทุกคนให้มีความรู้ดี สุขภาพดี จิตใจดี อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข และประสบความสำเร็จ เป็นกำลังในการพัฒนาตำบลวิชิตต่อไป โดยจัดให้มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลภายในพื้นที่ตำบลวิชิต เน้นคุณภาพ ประสิทธิภาพในการบริการจัดการศึกษา พร้อมพัฒนาระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีทางด้านการศึกษาและนำมาใช้อย่างเหมาะสม

4.นโยบายด้านการเมืองและการบริหาร มุ่งเน้นให้ชาวตำบลวิชิต ได้รับการบริการที่เป็นเลิศและเท่าเทียมกันด้วยการบริการจัดการตามแนวทางการบริหารจัดการตามแนวทางการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยยึดหลักการบริการกิจการบ้านเมืองที่ดี เป็นแนวทางในการบริการจัดการองค์กรและตำบล พัฒนาบุคลากร ระบบบริการแบบครบวงจร พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากขึ้น นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศใช้ในการบริหารงาน และการบริการประชาชน เพื่อให้การบริการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

5.นโยบายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมและสนับสนุนโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) รวมทั้งป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนการกำจัดมลพิษในสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในพื้นที่ตำบลวิชิตให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

6. นโยบายด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว มุ่งพัฒนาและส่งเสริมให้เทศบาลตำบลวิชิตเป็นเมืองที่มีเศรษฐกิจที่มั่งคั่ง และมั่นคงภายใต้ความงดงามของตำบลวิชิต เมืองแห่งการท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้เป็นตำบลที่น่าอยู่และพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนมุ่งเน้น สนับสนุน และส่งเสริมให้ชาวตำบลวิชิตมีอาชีพ มีรายได้ ชีวิตมีความสุข และส่งเสริมให้เกิดชุมชนเอื้อเฟื้อช่วยเหลือแบ่งปัน

ภายใต้สังคมที่อบอุ่นและเอื้ออาทร โดยผ่านการบริหารจัดการงบประมาณเพื่อการลงทุนและการท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม การพัฒนาอาชีพ ส่งเสริมการรวมกลุ่ม สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และมุ่งเน้นให้มีแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในปัจจุบันที่มีอยู่ ให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนโยบายสำคัญทั้ง 6 ด้านที่ได้แถลงต่อสภาเทศบาลตำบลวิชิตแล้วนั้นยังมีภารกิจสำคัญที่จะดำเนินการเพื่อสร้างความสุขให้แก่ประชาชนชาวตำบลวิชิตทุกช่วงวัย ซึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนศักยภาพของประชาชนในตำบลเพื่อนำไปสู่ “วิชิต…เมืองแห่งความสุขทุกช่วงวัย” โดยการหลอมรวมและผนึกกำลังกับประชาชนทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่เพื่อให้เป็นเมืองแห่งความสุขของทุกๆ คนอย่างแท้จริง

เหล่ากาชาด ร่วมเทศบาลตำบลวิชิต ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ที่บ้านเลขที่ 51/39 หมู่ที่ 2 ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ตและบ้านเลขที่ 56/102 หมู่ที่ 1 ถนนเจ้าฟ้าตะวันออก ซอยเมืองทอง4 ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต นายธนวัฒน์ เทวเดช ปลัดเทศบาล รักษาราชการแทนนายกเทศมนตรีตำบลวิชิต หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่กองสวัสดิการสังคม กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม

พร้อมด้วยนางบุษดี สุวรรณรัตน์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ต สมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ต สมาชิกชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดภูเก็ต โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านแหลมชั่นและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ลงพื้นที่ให้กำลังใจและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม จำนวน 2 ราย ได้แก่ นางสาวตะวันฉาย แซ่ตัน ที่อยู่ปัจจุบันเลขที่ 51/39 หมู่ที่ 2 ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

และนางสาวเบ็ญจวรรณ รักษา ที่อยู่ปัจจุบันเลขที่ 56/102 หมู่ที่ 1 ถนนเจ้าฟ้าตะวันออก ซอยเมืองทอง4 ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ทั้งนี้ได้ให้คำแนะนำเรื่องการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ แนวทางการประกอบอาชีพ และประสานขอรับเงินสงเคราะห์ครอบครัวจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดภูเก็ต เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจเบื้องต้น

สภาอุตสาหกรรมภูเก็ต เดินหน้าสร้างเครือข่ายความรู้ เตรียมพร้อมรับ Energy Transition

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ที่ห้องดาราเทียเตอร์ ชั้น 1 โรงแรมดารา จังหวัดภูเก็ต นายสุวิทย์ พันธ์เสงี่ยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาเผยแพร่ความรู้ด้านพลังงานสะอาด ภายใต้โครงการ “สร้างเครือข่ายความรู้พลังงาน เตรียมพร้อมสู่ Energy Transition” โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และประชาชนทั่วไปกว่า 110 คน จัดโดยสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดภูเก็ต

นายมนต์ทวี หงษ์หยก ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้เพื่อตอบโจทย์นโยบายพลังงานของประเทศ และแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด (Clean Energy Transition) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emissions ตามแนวทางของภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)

โดยการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้นไม่เพียงเกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงโครงสร้างตลาดพลังงาน การกระจายอำนาจการผลิต (Distributed Generation) ระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในฐานะ “Prosumer” หรือผู้ผลิตพลังงานรายย่อย

เนื้อหาสัมมนาประกอบด้วยหัวข้อสำคัญที่ครอบคลุมทุกมิติของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน อาทิ โครงสร้างกิจการไฟฟ้าและรูปแบบตลาดพลังงาน • – เทคโนโลยีพลังงานเพื่อการเปลี่ยนผ่าน • – รูปแบบธุรกิจใหม่ด้านพลังงาน (Energy Business Model Transformation) • – การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกลไกคาร์บอน

กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก กองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ประจำปี พ.ศ. 2567 และเปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อส่งเสริมให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง พร้อมยกระดับความสามารถของภาคส่วนต่างๆ ในการปรับตัวต่อระบบพลังงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

สภาอุตสาหกรรมฯ มุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาเครือข่ายความรู้ด้านพลังงานระดับภูมิภาค และสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม โทร. 0-2345-1250 หรือ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดภูเก็ต

ทต.วิชิต ให้การต้อนรับนายกเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ที่ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงเทศบาลตำบลวิชิต บริเวณสวนศรีภูวนาถ หมู่ 1 ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต นายกรีฑา โชติวิชญ์พิพัฒน์ นายกเทศมนตรีตำบลวิชิต พร้อมด้วยนายธนวัฒน์ เทวเดช ปลัดเทศบาลตำบลวิชิต พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และพนักงานกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลวิชิต

ร่วมให้การต้อนรับ นางบุษดี สุวรรณรัตน์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ต และชมรมแม่บ้านมหาดไทย จังหวัดภูเก็ต ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงเทศบาลตำบลวิชิต โดยได้เยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์ฯ ด้านการบริหารจัดการขยะแบบครบวงจร ตามฐานการเรียนรู้ต่างๆ อาทิ การทำน้ำมันไบโอดีเซล การเผาถ่านไม้ ถ่านกะลาอัดแท่ง การทำน้ำหมัก EM การทำอาหารสัตว์อัดเม็ด และอื่นๆอีกมากมาย

ศวอบ.ต้อนรับคณะนักวิจัยญี่ปุ่น จาก Hokkaido University

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน ต.วิชิต อ.เมือง ภูเก็ต เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน ให้การต้อนรับคณะนักวิจัยญี่ปุ่น จาก Hokkaido University เข้าเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ธรรมชาติวิทยาสัตว์และพืชทะเลฝั่งทะเลอันดามัน จังหวัดภูเก็ต พร้อมทั้งบรรยายประวัติความเป็นมา ความสำคัญของโครงการ อพ.สธ.

โดยให้ความรู้เกี่ยวกับความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตทางทะเลที่พบในน่านน้ำไทย อีกทั้งตัวอย่างที่ได้จากการสำรวจภายใต้โครงการ อพ.สธ. ที่ใช้ในการจัดทำเป็นฐานข้อมูลทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สามารถสร้างจิตสำนึกที่ดีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืนต่อไป

ทต.ราไวย์ เร่งกำจัด “ผักตบชวา เศษไม้” ขวางทางน้ำ คลองสามแยกหนองน้ำในหาน

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 นายขวัญชัย วัชราภิวัฒน์ รองนายกเทศมนตรี พร้อมด้วยนายสุรเชษฐ์ จิตเมต รักษาการผู้อำนวยการกองสาธารณสุขฯ และเจ้าหน้าที่กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่กองช่าง เทศบาลตำบลราไวย์ ลงพื้นที่กำจัดผักตบชวา เศษไม้ บริเวณคลองสามแยกหนองน้ำในหาน ตำบลราไวย์ เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนในตำบลราไวย์

สตช.จัดเวทีเสวนาภาคใต้ เดินหน้ารับฟังความคิดเห็น “ร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ป.วิ.อาญา” ต่อเนื่อง

วันที่ 19 มิถุนายน 2568 ณ ห้องบุตรน้ำเพชร หอประชุมชัยจินดา ตำรวจภูธรภาค 8 อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. (รับผิดชอบงานด้านกฎหมายและคดี) เป็นประธานในพิธีเปิดการเสวนาทางวิชาการ หัวข้อ “การคุ้มครองสิทธิของประชาชน บนเส้นทางการสืบสวนสอบสวนตาม ป.วิ.อาญา”

เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมต่อร่าง พ.ร.บ.แก้เพิ่มเติม ป.วิ.อาญา (ร่างของ ส.ส.พรรคประชาชน) ในพื้นที่ภาคใต้ โดยมี พล.ต.ท. อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตรผบช.ภ.8 พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ก.ร.ตร./อดีต ผบช.ภ.1 พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาระดับ รอง ผบช. และ ผบก.ในสังกัด ภ.8 และ ภ.9 ร่วมงานเสวนา

การจัดเวทีเสวนาครั้งนี้นับเป็นเวทีที่ 3 ซึ่งจัดอย่างต่อเนื่องจากเวทีในภาคกลาง (ณ โรงเรียนายร้อยตำรวจ จ.นครปฐม) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จ.ขอนแก่น) โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ภายในงาน ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในกระบวนการยุติธรรมร่วมอภิปราย ได้แก่ นายอมรพันธุ์ นิติธีรานนท์ อดีตผู้พิพากษา, ดร.รังสรรค์ คงทอง อาจารย์พิเศษ สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏฎเก็ต, นางรุ่งนภา พุฒแก้ว ประธานสภาทนายความจังหวัดภูเก็ต, พล.ต.ต.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวนอดีต ผบก.สส.ภ.8 และ พล.ต.ต.นรินทร์ บูสะมัญ ผบช.ก.ก.9

การเสวนาครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน ประกอบด้วย ตัวแทนหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ภาคประชาชน นักศึกษาในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดใกล้เคียง ตลอดจนพนักงานสอบสวนและข้าราชการตำรวจในสังกัดภาค 8 และ ภ.9 ภายหลังการเสวนาในภาคเช้า ยังมีกิจกรรมสัมนากลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อระดมความคิดเห็นต่อร่างกฎหมาย และเปิดเวทีแลกเปลี่ยนข้อเสนอในการพัฒนางานสอบสวนจากผู้ปฏิบัติ

สำหรับร่าง พ.ร.บ.ที่อยู่ระหว่างการหารือ มีสาระสำคัญคือ การให้อัยการมีอำนาจกำกับดูแลบดูแลงานสอบสวนมากขึ้น เช่น การให้ความเห็นชอบก่อนออกหมายเรียกหรือหมายจับ รวมถึงการกำกับการสอบสวนในคดีสำคัญ หรือที่มีการร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งหลายฝ่ายได้แสดงความห่วงกังวลว่า อาจก่อให้เกิดความล่าช้าในกระบวนการสอบสวนจากความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงานของ พงส. อัยการ และศาล

ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่เป็นผู้เสียหาย เช่น ขั้นตอนการออกหมายเรียก หมายจับ ซึ่งหากนำมาใช้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อาจไม่สอดดล้องกับสถานการณ์และไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านสถานการณ์และความมั่นคง นอกจากนี้ในวงเสวนายังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลในเรื่องของงบประมาณรัฐที่จะต้องจัดสรรเพิ่มเติมเพื่อจัดหาบุคลากร ทรัพยากร และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ เพื่อรองรับภารกิจและกระบวนงานที่จะเพิ่มขึ้นจากร่างกฎหมายนี้

ประเด็นที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่มีการแลกเปลี่ยนกันในการเสวนา คือ การจะแก้ไขปัญหางานสอบสวนและเพิ่มประสิทธิภาพของการทำสำนวน ระหว่างพนักงานสอบสวนและอัยการ อาจสามารถดำเนินการได้ผ่านการปรับปรุงรูปแบบการประสานงาน หรือการแก้ไขระเบียบและคำสั่งที่เกี่ยวข้อง ซึ่งน่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด เหมาะสม และรวดเร็วกว่า

โดยไม่จำเป็นต้องไปแก้ไข ป.วิ.อาญา เพราะการแก้ไข ป.วิ.อาญา ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทกลับจะทำให้ไปกระทบหลักการภาพใหญ่ของระบบกฎหมายอาญาที่เป็นระบบกล่าวหาของประเทศไทยทั้งระบบโดยไม่จำเป็น และส่งผลให้เกิดความล่าช้าจากการปฏิบัติงานที่ซ้ำซ้อน และส่งผลเสียต่อประชาชนผู้เสียหาย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะรวบรวมผลการเสวนาทั้ง 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคเหนือ เพื่อนำมาจัดทำเป็นข้อคิดเห็นอย่างเป็นทางการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสนอต่อต่อสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ต่อไป

กรม ทช. ติดตามและประเมินการฟื้นฟูปะการัง หลังปลูก 1 เดือน บริเวณพื้นที่เกาะราชาใหญ่

ในระหว่างวันที่ 15 – 18 มิถุนายน 2568 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยศูนย์จัดการพื้นที่คุ้มครองหมู่เกาะราชา จังหวัดภูเก็ต กองป้องกัน ปราบปราม และบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง ออกปฏิบัติงานติดตาม และประเมินการฟื้นฟูปะการัง หลังปลูก 1 เดือน จากการ ปลูกฟื้นฟูปะการังโดยวิธีการปลูกเสริม บริเวณพื้นที่เกาะราชาใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

ผลการสำรวจติดตามบริเวณอ่าวสยาม จากการปลูก 98 ตะแกรง 2,450 โคโลนี พบปะการังตาย จำนวน 109 โคโลนี คิดเป็นอัตรารอดตาย 95.55% และบริเวณอ่าวทือ จำนวน 30 ตะแกรง 750 โคโลนี พบปะการังตาย จำนวน 252 โคโลนี คิดเป็นอัตรารอดตาย 66.40% ทั้งนี้ จะติดตามผลในระยะหลังปลูกปะการัง 3 เดือน และดำเนินการซ่อมแซมส่วนที่ตาย ซึ่งจะรายงานผลการดำเนินงานต่อไป

ทต.วิชิต ร่วมรับฟังโครงการพัฒนาเมืองแบบองค์รวม ส่งเสริมการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำ

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ที่ห้องประชุมสภาฯ ชั้น 3 สำนักงานเทศบาลตำบลวิชิต อ.เมือง ภูเก็ต นายกรีฑา โชติวิชญ์พิพัฒน์ นายกเทศมนตรีตำบลวิชิต พร้อมด้วยนายวิเศษ สบายจิตต์ รองนายกเทศมนตรีตำบลวิชิต นายชัยรัตน์ คุ้มบ้าน เลขานุการนายกเทศมนตรีตำบลวิชิต นายมนต์ทวี หงษ์หยก ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลวิชิต หัวหน้าส่วนราชการ และคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง

เข้าร่วมรับฟังคำแนะนำและร่วมหารือการดำเนินงานแนวทางโครงการพัฒนาเมืองแบบองค์รวมเพื่อส่งเสริมการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำและการเป็นเมืองที่ฟื้นตัวได้ โดยหน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายแห่งเมืองแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ซึ่งได้มีการนำเสนอภาพรวมการดำเนินโครงการฯ พื้นที่นำร่องจังหวัดภูเก็ต หารือเรื่องแผนงาน โครงการ และแนวทางในปัจจุบันและอนาคตของเทศบาลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมือง แผนงาน โครงการ ของถนนโครงการตามผังเมือง

และพูดคุยหารือถึงประเด็นกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ แผนงานบริหารจัดการน้ำ การวางยุทธศาสตร์พัฒนาเมืองในด้านต่างๆ และช่วงท้ายได้มีการตอบข้อซักถาม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางเป็นประโยชน์ในการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องต่อไป