มารู้จักกับ “ปลาปักเป้าหน้าหมา” (Blackspotted Puffer)

“ปลาปักเป้าหน้าหมา” (Blackspotted Puffer เป็นปลาที่มีการกระจายพันธุ์ค่อนข้างกว้างมากที่สุดชนิดหนึ่ง สามารถพบได้ตั้งแต่ชายฝั่งทางทิศตะวันออกของทวีปแอฟริกาไปจนถึงหมู่เกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ทะเลอันดามัน รวมทั้งอ่าวไทย ลักษณะจะงอยปากยื่นยาวออกมา ดูคล้ายปากของหมามาก หรือบางคนจะเรียกว่า “ปลาหน้าเครียด” เวลามองด้านหน้าจะเห็นโหนกตาที่ปูดขึ้น

มันมีนิสัยขี้เกียจว่ายน้ำ ครีบหลังและครีบก้น มีขนาดเล็กอยู่ทางด้านท้ายตัว ครีบหางตัดตรง ขนาดค่อนข้างใหญ่ ชอบอาศัยอยู่ในน้ำลึก 5 – 20 เมตร กลางคืนนอนนิ่งอยู่ตามพื้น ส่วนกลาง-วันจะออกหากินหอย กุ้ง สัตว์ขนาดเล็ก มีนิสัยไม่ดุร้ายก้าวร้าว ด้วยรูปร่างลักษณะที่ธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้น แบบนี้ทำให้ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ที่เห็นต้องอม “ยิ้ม” ไปตามๆ กัน…

The blackspotted puffer (Arothron nigropunctatus), also known as the dog-faced puffer, is a tropical marine fish belonging to the family Tetraodontidae.

This species is found in tropical waters from the Indian Ocean to the central islands of the Pacific Ocean, roughly equalling the Indo-Pacific, except the Red Sea. It lives close to external reef slopes and lagoons from the surface to 25 m depth.

This pufferfish is diurnal, solitary and territorial.

อบต.เชิงทะเล ร่วมกับสถาบันอุทยานการเรียนรู้ และมูลนิธิคณะก้าวหน้า ลงบันทึกความร่วมมือจัดทำ TK Park Cherngtalay

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2566 ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ได้มีการลงบันทึกข้อตกลงความมือสร้างสรรค์และส่งเสริมแหล่งการเรียนรู้ชุมชน “อุทยานการเรียนรู้เชิงทะเล (TK Park Cherngtalay) ระหว่างสถาบันอุทยานการเรียนรู้ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) โดยนายกิตติรัตน์ ปิติพานิช รองผู้อำนวยการสำนักบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ และผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ กับองค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเล โดยนายมาโนช พันธ์ฉลาด  นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเล และมูลนิธิคณะก้าวหน้า โดยนางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิคณะก้าวหน้า

นอกจากนี้ยังมีพยาน ประกอบด้วยนายรพินทร์ สุวรรณสินธุ์ ปลัด อบต.เชิงทะเล., นายอิสระ โพธิจันทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเครือข่ายอุทยานการเรียนรู้ และนายอัครพล ทองพูน ผู้แทนจากมูลนิธิคณะก้าวหน้าหน้า นอกจากนี้ยังมีคณะผู้บริหาร อบต.เชิงทะเล, สมาชิกสภาฯ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นเกียรติ

สำหรับวัตถุประสงค์ของการร่วมมือกันในครั้งนี้ เพื่อสร้างสรรค์ และส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ที่เน้นการปลูกฝังและส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน การแสวงหาความรู้ในบรรยากาศการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ทันสมัย ตามกรอบแนวคิดการจัดตั้งอุทญานการเรียนรู้ โดยยึดหลักความสอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่น, ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน มีนิสัยรักการอ่าน การแสวงหาความรู้ และการเรียนรู้อย่างสร้างสรรคตลอดชีวิต, ส่งเสริมและสนับสนุนให้เยาวชน และประชาชน

มีโอกาสพัฒนาแลกเปลี่ยนและแสดงผลงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งสามารถสร้างนวัตกรรม ผลผลิตหรือชิ้นงานจากการผสมผสานด้านศิลปะ วัฒนธรรม ค่านิยมหรือวิถีชีวิต นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีในรูปแบบที่หลากหลาย , สร้างสรรค์และส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ตามแนวคิดเมืองแห่งการเรียนรู้ เพื่อตอบสนองต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพของเด็ก เยาวชน และประชาชน

นายมาโนช พันธุ์ฉลาด นายก อบต.เชิงทะเล กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ทำโฟกัสกรุ๊ปของคนพื้นที่ อบต.เชิงทะเลทุกช่วงวัย ก่อนที่จะมีการลงนามบันทึกความร่วมมือดังกล่าว พบว่าทุกกลุ่มให้ความสนใจในการเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งหลังจากนี้เราก็จะมี อุทยานการเรียนรู้เชิงทะเล (TK Park Cherngtalay) ขึ้นเพื่อสร้างให้ อบต.เชิงทะเลเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ และนำเสนอองค์ความรู้หรือซอฟท์พาวเวอร์ของเชิงทะเลให้เป็นที่ประจักษ์กับผู้มาเยือน รวมถึงคนในพื้นที่อยู่อย่างมีความสุขในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยอุทยานการเรียนรู้จะตั้งอยู่ที่บริเวณซอย 8  อบต.เชิงทะเล ใกล้กับโรงเรียนอนุบาล อบต.เชิงทะเล ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคาร และจะสามารถเปิดใช้งานได้ภายในปลายปี 2566

“แสนสิริ” เปิดตัว “เดอะ เบส บูกิต” คอนโดใหม่ ใกล้เซ็นทรัลภูเก็ต ห้องเฟอร์นิเจอร์ครบ ส่วนกลาง 2 ไร่ ราคาเริ่มต้น 1.89 ล้าน*

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566 ที่ เซลล์แกลลอรี่ เดอะ เบส บูกิต ภูเก็ต (ติดกับเซลล์แกลลอรี่ ดีคอนโด รีฟ ภูเก็ต) ถนนพระภูเก็ตแก้ว ต.กะทู้ อ.กะทู้ ภูเก็ต นายองอาจ สุวรรณกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้แถลงข่าวการเปิดตัว “เดอะ เบส บูกิต” คอนโดใหม่ ใกล้เซ็นทรัล ภูเก็ต ว่า แสนสิรินับเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกตลาดที่อยู่อาศัยในภูเก็ตมากว่า 12 ปี

จนได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากคนภูเก็ต ด้วยประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่ตอบรับความต้องการในทุกโปรดักส์ ทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และช้อปเฮาส์ ได้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า จนเป็นเจ้าตลาดภูเก็ตที่ประสบความสำเร็จมาแล้วกว่า 21 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 21,000 ล้านบาท

สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมในจังหวัดภูเก็ตในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ มีแนวโน้มการฟื้นตัวในทิศทางที่ดี เห็นได้จากความสำเร็จจากยอดขายคอนโดมิเนียม ดีคอนโด รีฟ ภูเก็ต ที่มียอดขายแล้วกว่า 60% นอกจากนี้จากศักยภาพของจังหวัดภูเก็ต ที่แข็งแกร่งจากการเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของประเทศ ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วจากแผนลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ทั้งการขยายสนามบินภูเก็ต แผนการคมนาคมทั้งถนนและระบบราง แผนการสร้างท่าเรือสำราญขนาดใหญ่และท่าเรือท่องเที่ยวภูมิภาคอ่าวปอ

รวมถึงการเติบโตของเมืองภูเก็ตทั้งการขยายตัวของโรงเรียนนานาชาติและ Medical Hub ที่ทำให้ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวศักยภาพที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งแสนสิริพร้อมรองรับการเติบโตจากการเป็นผู้นำตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตและเตรียมสานต่อความสำเร็จด้วยแผนธุรกิจ โดยล่าสุดเตรียมเปิดตัวโครงการ “เดอะ เบส บูกิต” ภูเก็ต (THE BASE Bukit Phuket) มูลค่าโครงการ 1,620 ล้านบาท ชูจุดขาย คอนโดใหม่ ใกล้เซ็นทรัล ภูเก็ต เพียง 550 เมตร* ห้องเฟอร์นิเจอร์ครบ พร้อมส่วนกลางใหญ่กว่า 2 ไร่* ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.89 ล้านบาท*

“เดอะ เบส บูกิต” ภูเก็ต ตั้งอยู่บนที่ดินขนาดประมาณ 4 ไร่ ติดถนนใหญ่วิชิตสงคราม เป็นคอนโดสูง 8 ชั้น 3 อาคาร จำนวน 609 ยูนิต พร้อมที่จอดรถและมีที่จอดรถมอเตอร์ไซด์  จุดเด่นของโครงการ คือ ทำเลที่ตั้งโครงการ จากการเป็นคอนโดมิเนียมโซนเมืองของภูเก็ต ที่เชื่อมต่อทุกย่านในเมืองภูเก็ต อยู่ติดถนนวิชิตสงคราม ตรงข้ามแม็คโคร ภูเก็ต และอยู่ห่างจากเซ็นทรัลเพียง 550 เมตร* สามารถเดินหรือนั่ง Shuttle Service ของโครงการก็ได้ หรือขับรถเพียง 15 นาทีถึง Phuket Old Town และ 25 นาทีถึงป่าตอง

นอกจากนี้ โครงการยังอยู่ใกล้สถานศึกษา ทั้ง โรงเรียนนานาชาติเฮดสตาร์ท, โรงเรียนดาราสมุทรภูเก็ต หรือ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต และโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต ที่เดินทางเพียง 10 นาที นอกจากนี้ เดอะ เบส บูกิต ยังตั้งอยู่ในทำเลที่หายากใจกลางเมืองภูเก็ตในอนาคต การออกแบบโครงการยังได้รับแรงบันดาลใจจาก “เพอรานากัน” ทั้งในด้านสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในส่วนต่างๆ สะท้อนความมุ่งมั่นของแสนสิริในการนำเอกลักษณ์ของภูเก็ตมาผสมผสานกับความทันสมัยอย่างลงตัวและตอกย้ำเจตนารมณ์ในการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างยั่งยืน ภายใต้แบรนด์คอนเซ็ปต์ MARK MY BASE

นอกจากการออกแบบที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ พื้นที่ส่วนกลางยังมีขนาดใหญ่กว่า 2 ไร่* จัดเต็มถึง
9 โซน ตอบโจทย์ทุกกิจกรรม ทั้ง Lobby, Chilling Garden, Fitness, Swimming Pools With Kid’s Pool & Jacuzzi (ความยาว 30 เมตร), Entertainment Room, Co-Working Space, Private Pods, Sunbathe Area, Sansiri Backyard และ Laundry Room นอกจากนั้นยังมี EV Charger Station ตอบรับกลุ่มคนใช้รถยนต์ไฟฟ้า สำหรับห้องพักมีให้เลือก 3 รูปแบบ Fully Furnished เฟอร์นิเจอร์ครบพร้อมเข้าอยู่ ขนาดตั้งแต่ 26 – 55 ตารางเมตร  ไฮไลท์ด้วย ห้อง Rare Item ที่มีความโค้งและห้องระเบียงโค้ง ที่มีเพียงไม่กี่ยูนิต

แสนสิริมั่นใจว่า เดอะ เบส บูกิต จะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ได้รับการตอบรับที่ดีเช่นเดียวกับโครงการที่ผ่านมาจากความต้องการซิตี้คอนโดมิเนียมบนทำเลใจกลางเมืองภูเก็ตยังคงมีความต้องการสูงในกลุ่มคนทำงานไทยรวมถึงความต้องการเช่าระยะยาวจากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะรัสเซีย นอกจากนี้ความน่าสนใจจากการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนทั้งขายต่อและปล่อยเช่ายังมีดีมานต์ที่ดีต่อเนื่องจากกลุ่มนักลงทุน

โดยเฉพาะในทำเลใกล้เซ็นทรัล ภูเก็ต เห็นได้จากผลตอบรับที่ดีจากโครงการเดอะ เบส เซ็นทรัล ภูเก็ต ที่เปิดตัวในปี 2561 ราคาขายเปลี่ยนมือ 2.59 ล้านบาท จากราคาขายเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท อัตราการเพิ่มขึ้นของราคา (Capital Gain) อยู่ที่ประมาณ 5 – 7% ต่อปี* ขณะที่ผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Rental Yield) เฉลี่ยสูงถึง 7 – 10% ต่อปี* ซึ่งนับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากในขณะนี้ นอกจากนี้จากจุดเด่นของโครงการในด้านการตั้งอยู่บนทำเลใจกลางเมืองภูเก็ตและการตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ จึงเชื่อมั่นว่า “เดอะ เบส บูกิต” จะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับ เดอะ เบส เซ็นทรัล ภูเก็ต ที่ตั้งอยู่ในทำเลเดียวกันอย่างแน่นอน” นายองอาจ กล่าวสรุป

3 – 5 พฤศจิกายนนี้! เปิดพรีเซลล์ “เดอะ เบส บูกิต ภูเก็ต” คอนโดใหม่ ใกล้เซ็นทรัล ภูเก็ตเพียง 550 เมตร ห้องเฟอร์นิเจอร์ครบ พร้อมส่วนกลางใหญ่กว่า 2 ไร่* ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.89 ล้านบาท* พบกับโปรสุดพิเศษ จองวันงานรับโปรโมชั่นและส่วนลดสูงสุดรวมถึง 400,000 บาท* พร้อมชมห้องตัวอย่างได้แล้ววันนี้ หรือลงทะเบียนรับข้อมูลเพิ่มเติมพร้อมรับส่วนลดเพิ่มอีก 30,000 บาท* ได้ที่ http://siri.ly/Z6K0Nn9

มอ.ภูเก็ต จัดสัมมนา “การขับเคลื่อนแนวทางสุขภาพพหุวัฒนธรรม ในสถานบริการของรัฐและเอกชนในพื้นที่ท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต”

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566 ที่ห้องประชุมโรงแรมคอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์ รองศาสตราจารย์ ดร.พันธ์ ทองชุมนุม รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต เป็นประธานเปิดการสัมมนา “การขับเคลื่อนแนวทางสุขภาพพหุวัฒนธรรม ในสถานบริการของรัฐและเอกชนในพื้นที่ท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต” ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุลดา เพ็ชรวรุณ คณะการบริการและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพในมิติพหุวัฒนธรรมกลุ่มจังหวัดอันดามัน โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม

ทั้งนี้รองศาสตราจารย์ ดร.พันธ์ ทองชุมนุม รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ได้กล่าวว่า ภารกิจของมหาวิทยาลัยฯ ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานไม่ว่าภาครัฐและเอกชนในการดำเนินการศูนย์สุขภาพนานาชาติอันดามันและขับเคลื่อนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจเวลเนสอันดามัน (Andaman Wellness Corridor: AWC) การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการดูแลสุขภาพประชาชนในจังหวัดภูเก็ตและกลุ่มจังหวัดอันดามัน

รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวในการเข้ามาท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดอันดามันและประเทศไทย ทำให้ชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการด้านสุขภาพในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ในนามของผู้บริหารของมหาวิทยาลัย ฯ  มีความพร้อมที่จะสนับสนุนโครงการนี้และจะมีโครงการที่จะช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการและประชาชนในจังหวัดภูเก็ตในอนาคตต่อไป และขอขอบคุณทุกภาคส่วนต่าง ๆ ที่ได้มีส่วนช่วยในการดำเนินโครงการการขับเคลื่อนแนวทางสุขภาพพหุวัฒนธรรม ในสถานบริการของรัฐและเอกชนในพื้นที่ท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กุลดา เพ็ชรวรุณ คณะการบริการและการท่องเที่ยว ประธานคณะทำงานฯ ได้กล่าวว่า ด้วยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ดำเนินโครงการการขับเคลื่อนแนวทางสุขภาพพหุวัฒนธรรมในสถานบริการของรัฐและเอกชนในพื้นที่ท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ได้ดำเนินโครงการดังกล่าวตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 ถึงกันยายน 2566

โดยใช้ความรู้ด้านพหุวัฒนธรรมมาพัฒนาและเพิ่มมูลค่าการบริการ มุ่งยกระดับคุณภาพบริการเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าของภูเก็ตที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มุ่งเน้นให้เกิดความประทับใจ และความพึงพอใจที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นโครงการนำร่องที่มีความร่วมมือกับโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต โรงพยาบาลป่าตอง สมาคมสปาเพื่อสุขภาพภูเก็ต สุโขสปา และ Chivitr Wellness Retreat

ซึ่งผลการดำเนินงานของโครงการ ประกอบด้วย คู่มือการให้บริการสปาในมิติพหุวัฒนธรรม 5 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น รัสเชีย, สื่อวิดีทัศน์ออนไลน์การให้บริการสปาในมิติพหุวัฒนธรรม 5 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น รัสเชีย, ข้อควรปฏิบัติและข้อควรหลีกเลี่ยงในการให้บริการกลุ่มลูกค้าหลากหลายศาสนา, แนวทางการปฏิบัติสำหรับผู้รับบริการในมิติพหุวัฒนธรรม กรณีศึกษาแผนกทันตกรรม โรงพยาบาลรัฐบาล 6 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ จีน  รัสเชีย อาหรับและพม่า และคู่มือการให้บริการในมิติพหุวัฒนธรรม กรณีศึกษาแผนกส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลเอกชน

ในการสัมนาวันนี้จะมีการบรรยาย บทบาทของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กับ สสส. ในการขับเคลื่อนการจัดการสุขภาวะในจังหวัดภูเก็ต โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หัวข้อปฐมบทการท่องเที่ยวด้านการแพทย์และสุขภาพของประเทศไทย โดยนายแพทย์สงวน คุณาพร ผู้อำนวยการสถาบันศัลยกรรมตกแต่งความงามภูเก็ต และกรรมการบริหารสมาคมศัลยกรรมความงามนานาชาติ

และการเสวนาในหัวข้อ Wellness Wave: A Deep Dive into Phuket Wellness Tourism in the Future. Perspectives of Multi-Cultural Management โดยนางรัตนดา ชูบาล นายกสมาคมสปาเพื่อสุขภาพภูเก็ต, นายก้องศักดิ์ คู่พงศกร ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต, นายศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้, พ.ว.ทินรัตน์ ปราบประชา ผู้จัดการ Wellness Center and Laguna Wellness by BDMS Phuket และนางสาวขวัญณพัทสร ชาญทะเล กรรมการผู้จัดการบริษัทประชารัฐรักสามัคคีภูเก็ต (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด

ซึ่งทุกท่านเป็นวิทยากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมหาวิทยาลัย ฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลการดำเนินโครงการและการสัมมนาในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับสถานประกอบการต่าง ๆ รวมทั้งสถานพยาบาลในการยกระดับการบริการให้กับกลุ่มผู้รับบริการและนักท่องเที่ยวนานาชาติของภูเก็ต และมีส่วนช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพของจังหวัดภูเก็ต ต่อไปในอนาคต

เปิด Pre-Sale “โมนิทาเรีย วิลล่าส์” วิลล่าหรู 35 ยูนิต พร้อมคลับเฮ้าส์ ในรูปแบบ Contemporary Modern Luxury Design ตอบโจทย์การอยู่อาศัยที่สะดวกสบาย อบอุ่นและทันสมัย ใกล้หาดราไวย์

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2566 บริษัท เอบีซี ดีเวลลอปเปอร์ จำกัด เจ้าของโครงการโมนิทาเรีย วิลล่าส์ โดยนายสมชาติ สกุลจิตจินดา, นางสาวเพียวชนนี แสงทรัพย์ทวี, นายสุขุม อนงค์เลข และมานิสรา จิรวิศิษฐาภรณ์ กรรมการบริหารโครงการ พร้อมด้วยนายสุรพล เฉลยอาสน์ สถาปนิก, นางสาวนภาวรรณ รำพิวิทยา ที่ปรึกษาฝ่ายการตลาด และนางสาวอุมาพร ดอกเทียน ผู้จัดการฝ่ายขายโครงการโมนิทาเรีย วิลล่า

จัดงาน Agents Day สำหรับ Pre-Sale โครงการโมนิทาเรีย วิลล่าส์ บนทำเลศักยภาพของภูเก็ตซึ่งบริหารงานโดยคนไทยที่มีประสบการณ์โดดเด่นในแต่ละส่วน เพื่อนำเสนอโครงการสู่ผู้สนใจและนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ทั้งนี้ภายในงานยังได้มีการประกาศราคาโปรโมชั่นพิเศษ 2 หลัง ได้แก่ Type A ราคาเพียง 15.9 ล้านบาท และ Type B ราคาเพียง 22.9 ล้านบาท

สำหรับโครงการโมนิทาเรีย วิลล่าส์ เป็นโครงการวิลล่าหรู มีจำนวน 35 ยูนิต บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ พร้อมคลับเฮ้าส์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น IOT ระบบ Smart Living, Co-working space, ร้านกาแฟ, ฟิตเนส, สนามกีฬาภายนอก Pickleball, พื้นที่สีเขียวนั่งเล่นในสวน, ระบบความปลอดภัย Smart Security และถนนหน้าบ้านกว้าง 8 – 12 เมตร โดดเด่นด้วยศักยภาพของที่ตั้งโครงการและทีมงานบริหาร

มีวิลล่าให้เลือก 2 แบบ คือ Type A  3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ และ Type B  4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวทุกหลัง และพื้นที่ในบ้านที่กว้างขวางสำหรับการอยู่อาศัยอย่างสะดวกสบาย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ที่ต้องการอิสระ ความเงียบสงบที่มาพร้อมความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตทั้งในบ้านที่อยู่อาศัย และใช้เวลาไม่นานในการเดินทางไปยังจุดสำคัญต่างๆ  โดยห่างจากตลาดซีฟู้ดราไวย์ เพียง 850 เมตร, ขับรถเพียง 5 นาทีถึงโรงเรียนนานาชาติ ห้างสรรพสินค้า และโรงพยาบาล เดินทางเข้าเมืองภูเก็ตเพียง 17 กิโลเมตร บริหารงานโดยทีมงานที่มีประสบการณ์ด้านอสังหาริมทรัพย์กว่า 10 ปี 

นายสมชาติ สกุลจิตจินดา CEO โครงการฯ และนายสุขุม อนงค์เลขา กรรมการฯ กล่าวถึงการลงทุนในโซนพื้นที่ราไวย์ ว่า จากการศึกษาข้อมูลพบว่า ปัจจุบันความต้องการที่อยู่อาศัยเริ่มมีการขยายตัวออกมารอบนอกมากขึ้น และพื้นที่ในโซนเชิงทะเล อ.ถลาง ไม่ว่าจะเป็นลากูน่าหรือลายัน เริ่มเต็มแล้ว หลายโครงการปิดการขยายไป  ประกอบกับเรามีที่ดินของตัวเองในโซนราไวย์ซึ่งเป็นอีกโซนที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาต้องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

และจากข้อมูลยังพบว่า ปัจจุบันความต้องที่อยู่อาศัยในลักษณะของวิลล่าเพิ่มมากขึ้น จึงตัดสินใจพัฒนาที่ดินดังกล่าวเป็นที่อยู่อาฯบในรูปแบบของวิลล่า จำนวน 35 ยูนิต  พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบครัน   โดยลูกค้าหลักจะเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งกลุ่มที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัย และลงทุน เนื่องจากจุดเด่นของทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้ทะเล และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง รวมทั้งไม่ไกลจากสถานที่ต่างๆ นอกจากนี้ภายในโครงการยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบครัน  

“จุดเด่นของโครงการฯ  คือ ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินแปลงใหญ่และอยู่ใกล้กับทะเล มีจำนวนวิลล่าไม่มาก ภายในโครงการยังมีคลับเฮาส์ โรงยิม ฟิตเนส และพื้นที่โซนด้านนอก พร้อมกับถนนกว้างถึง 12 เมตร ทั้งนี้ เพื่อสร้างความสะดวกสบายภาย ที่สำคัญคือ ภายในโครงการมีการนำสายไฟฟ้าลงดินทั้งหมด  และจะใช้พื้นที่ถึง 40% สำหรับเป็นพื้นที่ส่วนกลาง

นอกจากนี้ยังสร้างสิ่งแวดล้อมให้มีความเป็นกรีนทั้งโครงการฯ การเข้าออกใช้ระบบสแกนผ่านระบบใบหน้า เป็นโครงการฯ ลักชัวร์รี่แห่งแรกและแห่งเดียวในแถบโซนนี้ มีมูลค่าโครงการประมาณ 1 พันล้านบาท โดยจะเริ่มทำการก่อสร้างบ้านตัวอย่างในช่วงต้นปี 2567 และประเมินไว้ว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งโครงการภายใน 2 ปี” ผู้บริหารโครงการกล่าว

ททท. ดึงพันธมิตรร่วมผลักดันการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism) ในงาน Amazing Sustainable Event: Business Matching Day สู่โอกาสธุรกิจอย่างยั่งยืน

วันที่ 20 ตุลาคม 2566 ที่โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงาน “Amazing Sustainable Event : Business Matching Day” สู่โอกาสธุรกิจอย่างยั่งยืน เปิดเวทีจับคู่เจรจาธุรกิจรูปแบบ B2B โดยจับมือกับพันธมิตร อาทิ Master Plan, Amari Watergate Hotel, Go Green Booking, Muvmi, Find Folk, Air Asia และ Greatter Good ร่วมเชิญผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่มีแนวคิดใส่ใจสิ่งแวดล้อม ทั้งผู้ประกอบการรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (TTA) และ Go Green Booking Platform รวม 50 ราย เข้าร่วมยกระดับห่วงโซ่อุปทาน (Shape Supply) และสร้างระบบนิเวศทางการท่องเที่ยวใหม่ที่สมดุลทุกมิติด้วยมาตรฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ภายใต้ยุทธศาสตร์ Sustainable Tourism Goals : STGs พร้อมให้ความรู้ผ่านกิจกรรมเสวนาความยั่งยืนกับธุรกิจท่องเที่ยว โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการต้นแบบ

นางสาวณัฐพรรณ ตรีเดชา ผู้อำนวยการกองส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า งาน Amazing Sustainable Event : Business Matching Day จัดขึ้นเพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทาน (Shape Supply) โดยขยายผลต่อยอดเพื่อเตรียมความพร้อมและยกระดับของผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำให้ไปสู่ตลาดต่างประเทศตามนโยบายของภาครัฐ ด้วยมาตรฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จากเป้าหมาย Sustainable Tourism Goals: STGs และโครงการ Sustainable Tourism Acceleration Rating : STAR ซึ่งจะเข้ามาเป็นกลไกสำคัญต่อการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและสมดุลทุกมิติ

ภายในงาน ประกอบด้วยกิจกรรมไฮไลท์ 3 ส่วนหลัก ได้แก่ กิจกรรม“Go Green Matching : One Perfect Match สู่โอกาสธุรกิจอย่างยั่งยืน การจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) รูปแบบ Business to Business (B2B) ระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการ ชุมชน และผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดย ททท. เชิญผู้ประกอบการรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Thailand Tourism Awards : TTA) ครั้งที่ 14 ประจำปี 2566 ประเภทคาร์บอนต่ำ เพื่อความยั่งยืน (Low Carbon & Sustainability) และผู้ประกอบการจาก Go Green Booking Platform รวมทั้งสิ้น 50 ราย จาก 5 ประเภทธุรกิจ ประกอบด้วย ธุรกิจที่พัก ธุรกิจเส้นทางการท่องเที่ยวหรือรายการนำเที่ยว

ธุรกิจสปาหรือกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ร้านอาหาร และร้านค้าหรือสินค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมงานในฐานะผู้ขาย (Seller) ขณะที่ผู้ซื้อ (Buyer) มาจากบริษัทจัดนำเที่ยว (DMC) ผู้แทนบริษัทนำเที่ยว (Travel Agent) กิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) ในประเทศไทย มีจำนวนประมาณ 30 ราย ถือเป็นเวทีที่สร้างโอกาสทางการขายและสร้าง ความตระหนักรู้ในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการจัดการคาร์บอนต่ำ (Low Carbon) อย่างเป็นรูปธรรมแก่ผู้ประกอบการ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Emergency) สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ และเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสร้างเครือข่ายให้กลุ่มผู้ประกอบการที่มีคุณภาพด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนด้วย

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังได้รับความรู้เกี่ยวกับความยั่งยืนกับธุรกิจท่องเที่ยว ผ่านกิจกรรม Special Talk หัวข้อ “เทรนด์ความยั่งยืนกับธุรกิจท่องเที่ยว” โดยวิทยากรผู้มีประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นางสาวปรมา ทิพย์ธนทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต ของกลุ่มบริษัท บารามีซี่ ต่อด้วยการเปิดเวทีเสวนา Guru Share ในหัวข้อ “ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ทำเรื่องยั่งยืนอย่างไร ให้ประสบความสำเร็จ”

โดยนายกฤษณ์ รุยาพร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเชีย แปซิฟิค อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด และ ผู้ร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัยความสุขที่ไร่ใจยิ้ม นายธนบูรณ์ สมบูรณ์ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท กรีนเนอรี่ เอสอี จำกัด และนางสาวพิชยา ภู่พวงไพโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล โรงแรมอมารี วอเตอร์เกต กรุงเทพฯ ร่วมพูดคุย และนายณัฐวุฒิ ชวินกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง Greatter Good รับหน้าที่พิธีกรภายในงาน ไม่เพียงเท่านั้น ททท. ยังตอกย้ำ DNA ขององค์กร กำหนดจัดงานแบบ Sustainable Event ด้วยความตั้งใจออกแบบการจัดงานให้มีการสร้างขยะน้อยที่สุด โดยมีแนวคิดการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนที่เกิดขึ้นได้จริง เพื่อลดผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งภายหลังการจัดงาน ททท. จะนำวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ตกแต่งภายในงานบริจาคแก่มูลนิธิกระจกเงา เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ระยะยาว

ทั้งนี้ ททท. คาดว่ากิจกรรม Business Matching ครั้งนี้ จะทำให้มีคู่เจรจาธุรกิจในงานกว่า 250 คู่ โดยเป็น Perfect Match มากกว่า 70 คู่ และจะสามารถสร้างมูลค่าการซื้อขายได้ประมาณ 70 ล้านบาท ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในการสะท้อนความร่วมมือ สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพอย่างแท้จริงต่อไป

“ไมล์ กรีน” เปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้แบรนด์ ZEEGO นวัตกรรมยานพาหนะไฟฟ้าแบบเปลี่ยนแบตเตอรี่

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2556 ณ BTC Space ภูเก็ต บริษัทไมส์ กรีน (Mile Green) จัดงานเปิดตัวยานพาหนะไฟฟ้าแบรนด์แรกของบริษัท ภายใต้ชื่อ  ZEEGO ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าแบบเปลี่ยนแบตเตอรี่ แห่งแรกในภูเก็ต เพื่อแนะนำให้เป็นที่รู้จักของผู้ประกอบการคนภูเก็ต และนักท่องเที่ยว โดยมี ดร.โทนี่ เผด็จ จินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ฟินสเตเบิ้ล และผู้ร่วมก่อสร้างบริษัท ไมล์ กรีน พร้อมด้วยนายมาเวอริด ฮุย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ไมล์ กรีน  แขกผู้เกียรติเข้าร่วม

นายมาเวอริด ฮุย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ไมส์ กรีน กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการเปิดตัวรถต้นแบบภายใต้แบรนด์ ZEEGO สองรุ่น ได้แก่ SCOOT 2 และ BIKE2 ซึ่งเป็นยานพาหนะไฟฟ้าแบบสลับแบตเตอรี่ของไมล์ กรีนได้รับการออกแบบมาเพื่อพลิกโฉมรูปแบบการชาร์จแบบเดิมๆ มอบความสะดวกสบายและประสิทธิภาพที่เหนือชั้น มีราคารุ่นเล็ก 60,000 บาท และรุ่นใหญ่ 80,000 บาท

ขณะที่ ดร.โทนี่ เผด็จ จินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟินสเตเบิ้ล  กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มที่ก้าวล้ำของบริษัทไมล์ กรีน การบูรณาการเทคโนโลยีล้ำสมัยและการคมนาคมที่ยั่งยืนถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับโลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเชื่อมต่อกันมากขึ้น เราเชื่อว่ายานพาหนะไฟฟ้าแบบสลับแบตเตอรี่ของ ZEEG0 จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไปข้างหน้าและสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับตลาดต่างประเทศ”

นอกจากนี้ นายฮุย กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราต้องการให้นักท่องเที่ยวทุกคนได้สัมผัสเมืองนี้ในแบบเฉพาะของตนเอง การเช่าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าทำให้สามารถเดินทางไปได้ทุกที่ทุกเวลาในขณะเดียวกันก็ช่วยรักษาโลกอย่างยั่งยืน” ตรงกันข้ามรถจักรยานไฟฟ้า BIKE2 มีความทนทานเหมาะกับพนักงานขับรถขนส่งสินค้า ด้วยความนิยมที่เพิ่มขึ้นของแอปพลิเคชั่นการส่งสินค้ารถจักรยานไฟฟ้า

BIKE2 ยังมีประโยชน์อีกมากมาย ซึ่งรวมถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการประหยัดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในระยะยาว เพราะเราเข้าใจดีว่าผู้ขับขี่มืออาชีพไม่สามารถรอหลายชั่วโมงเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ได้ นั่นเป็นเหตุผลที่รูปแบบการสลับแบตเตอรี่ของเราช่วยให้ผู้ขับขี่เปลี่ยนแบตเตอรี่ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาพร้อมเสมอ สำหรับการจัดส่งครั้งถัดไปมันจะเป็นตัวพลิกสถานการณ์

กลุ่มผลิตภัณฑ์แรกของ ZEEG0 ยังมีรถตุ๊กตุ๊กสองรุ่น: TK01 และ TK02 โดย TK01 มีการออกแบบรถคลาสสิก ทำให้เหมาะสำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวขนาดเล็ก เช่น สวนสนุก วิลล่า และชายหาด TK02 มีเป้าหมายที่จะแทนที่รถตุ๊กตุ๊กที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิมในตลาด โดยเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ K 02 ยังมีรถบรรทุกสินคำเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าอีกด้วย

โดยตั้งเป้าที่จะให้ผู้ใช้ทุกคนได้รับประโยชน์จากเครือข่ายสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่กว้างขวางของเรา ความร่วมมือในการแบ่งปันผลกำไรอันเป็นเอกลักษณ์ของเรากับโรงแรมต่างๆ ที่จะช่วยจัดการกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีสถานีแบตเตอรี่จำกัดภายในสิ้นปี 2568 เราตั้งเป้าที่จะครองส่วนแบ่ง 5% ของรถจักรยานยนต์ของประเทศไทยและตลาดรถตุ๊กตุ๊ก” นายฮุยกล่าว และกล่าวถึงแผนการขยายเมืองท่องเที่ยวไทยก่อนขยายไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ กัมพูชา ฟิลิปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

นายฮุย ปิดท้ายด้วยการให้ความมั่นใจกับผู้เข้าร่วมว่ายานพาหนะและแอปทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนการทดสอบขั้นสุดท้าย โดยมีแผนจะเริ่มดำเนินการขนาดใหญ่ภายในไตรมาสที่ 1 ปี 2567 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ZEEGO ของบริษัทไมล์ กรีน ซึ่งขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่พลิกเกม เตรียมกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยและที่อื่นๆ ด้วยความมุ่งมั่นต่อความยั่งยืน นวัตกรรม และความสะดวกสบาย และกำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตที่สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ด้านนาย คาลวิน แลม ซึ่งเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ของบริษัทไมล์ กรีน ให้เปิดเผยแผนของกลุ่มสำหรับแพลตฟอร์มเรียกรถผ่าน web 3 ที่เรียกว่า EVolve แพลตฟอร์มที่ก้าวล้ำนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อจูงใจให้เกิดการนำ EV มาใช้โดยการให้รางวัลแก่ผู้ขับขี่ด้วยโทเค็น Evolve สำหรับการขับเคลื่อนทุกๆ ไมส์ โทเค็นสามารถใช้จ่ายภายในระบบนิเวศ ส่งเสริมชุมชน EV ที่ยั่งยืนและเชื่อมโยงถึงกัน

ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสัน ผัดหมี่มงคล 99 กิโลกรัม แจกจ่ายพร้อมการแสดงสุดพิเศษ

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2566 บริเวณลานกิจกรรม หน้าศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต่าโบ้เก้ง อ.เมือง จ. ภูเก็ต ห้างเซ็นทรัลภูเก็ต, เซ็นทรัล ป่าตอง, โรบินสัน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ถลาง, โรบินสัน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ฉลอง และโรบินสัน โอเชี่ยน จังซีลอน ป่าตอง นำโดยนายธนะเมศฐ์ พงษ์ภรณ์กุลภัค ผู้จัดการทั่วไป ห้างเซ็นทรัลภูเก็ต และนายณัฐพงษ์ ทัศนียภาพ ผู้จัดการทั่วไป ห้างเซ็นทรัลป่าตอง

ผนึกกำลังร่วมกันสืบสานงานประเพณีถือศีลกินผัก จังหวัดภูเก็ต ประจำปี 2566 ด้วยการจัดกิจกรรม “ผัดหมี่มงคล 99 กิโลกรัม” ภายใต้แคมเปญ “CENTRAL l ROBINSON THE CULTURAL J-FEST”  เพื่อแจกจ่ายให้ผู้ที่มาไหว้สักการะองค์เทพภายในศาลเจ้าได้รัประทานเพื่อความเป็นสิริมงคล

ทั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายสาโรจน์ อังคณาพิลาศ นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต, นายประสิทธิ์ สินเสาวภาคย์ รองนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต, นายเลิศชาย หวังตระกูลดี ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต, นายจิรวิทย์ ปิติกุลสถิตย์ ประธานศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง, นายกิตติวงค์ จันทร์สัทธรรม นายกสมาคมอ๊ามภูเก็ต และผู้อาวุโสของจังหวัดภูเก็ต ร่วมผัดหมี่แจกจ่ายให้ซึ่งมีทั้งชาวไทยและต่างชาติด้วย

โอกาสเดียวกันนี้ยังได้จัดการแสดงสุดพิเศษ เป่าขลุ่ยไทยสากลบทเพลงจีน จำนวน 4 เพลง ได้แก่เพลงเถียนมีมี่, ม่อลี่ฮัว, เยี่ยว์เลี่ยงไต้เปี่ยวหว่อติซิน และ Endless Love โดย ดร. ธีราธร ลำเนาครุฑ ผู้ก่อตั้งบ้านดุริยสมัย  อาจารย์ สาขาวิชานานาชาติศึกษา วิชาเอกไทยและอาเซียนศึกษา มหาวิทยาสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ซึ่งเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมผ่านบทเพลง และการแสดงวูซู จากโรงเรียนภูเก็ตวูซู เพื่อให้ผู้ที่มาสักการะองค์เทพในศาลเจ้าด้วย

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เผยโฉม Volvo EX30 รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดให้ผู้สนใจในจังหวัดภูเก็ตได้สัมผัส

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2566 ที่ โชว์รูม สต๊อกโฮล์ม ออโต้ วอลโว่ ภูเก็ต คุณคริส เวลส์, กรรมการผู้จัดการ, วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย พร้อมด้วย คุณภัทรพงษ์ อชะปาละศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายปฎิบัติการ คุณสมชาติ พิมพ์ธนะพูนพร​ประธานกรรมการ และ​ คุณจักรพงศ์ พิมพ์ธนะพูนพร กรรมการผู้จัดการ​ บริษัท​ สต๊อกโฮล์ม ออโต้ วอลโว่ ภูเก็ต​ ได้ร่วมกันเปิดตัว Volvo EX30 รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ ที่นำมาให้ผู้สนใจในจังหวัดภูเก็ตได้สัมผัสคันจริง

ทั้งนี้ทาง วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้เปิดตัว Volvo EX30 อย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อวันที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมา โดยเป็นรถไฟฟ้าระดับพรีเมี่ยม สไตล์ SUV ที่สร้างคาร์บอนฟุตพรินท์ (carbon footprint) น้อยที่สุดที่เคยมีมาในรถวอลโว่ Volvo EX30 ยังมาพร้อมเทคโนโลยี และดีไซน์การออกแบบสไตล์สแกนดิเนเวียนเพื่อมอบความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และความเพลิดเพลินในการขับขี่แก่ผู้ใช้งาน

คุณคริส เวลส์, กรรมการผู้จัดการ, วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “เราเชื่อว่า Volvo EX30 จะเป็นรถที่ช่วยขยายกลุ่มลูกค้าและตลาดของแบรนด์วอลโว่ในประเทศไทยให้เพิ่มขึ้นด้วยองค์ประกอบของตัวรถเองที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า มีเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง ดีไซน์สวยงามโดดเด่น ทั้งยังมีขนาดที่กระทัดรัด และด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เราเชื่อว่า Volvo EX30 จะเป็นรถที่ตรงต่อความต้องการของผู้คนมากมายที่มีปณิธานเดียวกันกับวอลโว่ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในเมือง และกำลังมองหารถไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใข้ชีวิต ยิ่งไปกว่านั้นตัวรถยังมีเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่ตอบโจทย์การใช้รถใช้ถนนที่มีทั้งคนเดินเท้า จักรยานและมอเตอร์ไซต์อยู่ทุกหนแห่งอย่างกรุงเทพมหานคร ความต้องการรถไฟฟ้าในประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว และเราตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะได้นำ Volvo EX30 เข้ามาเพื่อเปิดตลาดกลุ่มรถ SUV ขนาดเล็กในประเทศร่วมกับผู้จำหน่ายของเรา”

เนื่องจากเป็นรถที่ทำงานโดยระบบไฟฟ้า เราจึงให้ความสำคัญกับแบตเตอรี่อย่างมาก โดยตัวโครงแชสซี และกล่องเก็บแบตเตอรี่ของ Volvo EX30 ทำจากเหล็กที่มีความทนทานสูงเพื่อช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับแบตเตอรี่หากเกิดการชน นอกจากนี้ เสา A และ C รวมถึงหลังคาของตัวรถได้รับการออกแบบทางด้านโครงสร้างเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง และมอบความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ถุงลมนิรภัยกลางห้องโดยสารซึ่งเก็บอยู่ใต้เบาะคนขับถูกออกแบบมาเพื่อลดความรุนแรงของการบาดเจ็บที่ศรีษะและบริเวณหน้าอกหากเกิดการชนจากด้านข้าง

Volvo EX30 ยังมาพร้อมฟีเจอร์เพื่อความปลอดภัยอีกมากมาย อาทิ ระบบแจ้งเตือนการเปิดประตูหรือ dooring alert ผ่านเรดาร์ที่ตรวจจับวัตถุที่เคลื่อนที่มาจากด้านหลัง เช่น รถจักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ โดยรถจะส่งเสียงเตือนหากคนในรถจะเปิดประตูเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ นอกจากนี้ยังมีระบบเซ็นเซอร์เพื่อช่วยตรวจสอบความพร้อมในการควบคุมรถของผู้ขับที่ไม่เพียงตรวจการจับพวงมาลัย แต่ยังสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของศรีษะ ดวงตา และกะพริบตาของผู้ขับได้อย่างรวดเร็วถึง 13 ครั้งต่อวินาทีเพื่อตรวจสอบว่าผู้ขับมีอาการง่วง หรือมีสมาธิในการขับรถหรือไม่ และส่งสัญญาเตือนหากตรวจพบว่าผู้ขับมีแนวโน้มที่ไม่พร้อมในการควบคุมรถ

Volvo EX30 ยังเป็นรถรุ่นแรกที่มีระบบช่วยจอด Park Pilot Assist เจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดที่ช่วยให้ผู้ขับเข้าจอดได้อย่างไร้กังวลไม่ว่าจะเป็นการจอดแบบขนาน จอดในลานจอดแบบโค้ง ถอยเข้าซอง หรือจอดในลานจอดแบบสลับฟันปลา นอกจากนี้ Volvo EX30 ไม่เพียงนำเสนอสุดยอดนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัย แต่ยังถูกออกแบบโดยคำนึงถึงความคล่องตัว และตอบโจทย์การใช้งาน มอบความสะดวกสบายด้วยเทคโนโลยี และการออกแบบสไตล์สแกนดิเนเวียนที่ภายในตัวรถมีความทันสมัย และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดยวอลโว่ได้นำวัสดุรีไซเคิลและวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่มาชุบชีวิตให้มีประโยชน์อีกครั้ง อาทิ การใช้วัสดุเส้นใยจากยีนส์ และต้นเฟล็กซ์มาใช้ทำเป็นเบาะที่ให้สีสันและสัมผัสที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์

ลักษณะการจัดวางที่เน้นการควบคุมจากศูนย์กลางผ่านจอทัชสกรีนขนาด 12.3 นิ้ว บนแผงแดชบอร์ดรวบรวมฟังก์ชันการควบคุมรถ รวมถึงข้อมูลที่สำคัญสำหรับผู้ขับขี่เพื่อความสะดวกในการใช้งานไว้ในที่เดียว และด้วยการออกแบบที่เน้นการจัดสรรพื้นที่ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด แผงแดชบอร์ดทั้งแผงของ Volvo EX30 จึงถูกติดตั้งชุดลำโพงแบบซาว์ดบาร์จาก Harman Kardon ไว้ภายในเพื่อเป็นการจัดสรรพื้นที่เก็บของในห้องโดยสารอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งผลที่ได้รับคือคุณภาพเสียงรอบทิศทางที่ไม่ต่างไปจากการฟังเพลงหรือพอดแคสต์สุดโปรดจากชุดเครื่องเสียงในบ้าน

Volvo EX30 มาพร้อมระบบสาระบันเทิง (infotainment) และการเชื่อมต่อ 5G เพื่อการใช้งานแอปที่ลื่นไหลไม่ว่าจะเป็น Google Assistant, Google Maps navigation และ Google Play และครั้งแรกกับฟังก์ชันการเชื่อมต่อ Apple CarPlay แบบไร้สาย หลังคาแมททาลิคสีดำ Onyx Black ให้ความโดดเด่นตัดกับเฉดสีรถที่มีให้เลือกถึง 5 สีได้แก่ สีเหลือง Moss  Yellow สีฟ้า Cloud Blue  สีเทา Vapour Grey  สีขาว Crystal White และสีดำ Onyx Black ห้องโดยสารภายในมาพร้อมตัวเลือกการตกแต่ง 3 สไตล์ที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติของสแกนดิเนเวียให้สัมผัสและอารมณ์ภายในห้องโดยสารที่แตกต่างกัน ได้แก่ สไตล์ Mist, Indigo และ Breeze

Volvo EX30 ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้รถที่แตกต่างกันด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 แบบ เริ่มต้นที่ รุ่นมอเตอร์เดี่ยว Extended Range ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ NMC แบบ extended-range ให้ระยะทางสูงสุดถึง 480 กิโลเมตร1 ต่อการชาร์จเต็ม รองรับกำลังการชาร์จสูงสุด 153 kW 

ปิดท้ายในรุ่นมอเตอร์คู่ Performance ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ NMC ให้พลังการขับเคลื่อนสูงสุด 428 แรงม้า (315 kW) จึงให้อัตราเร่งจาก 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใน 3.6 วินาที ทำให้ Volvo EX30 มีอัตราการเร่งเร็วที่สุดในรถวอลโว่ที่เคยมีมา นอกจากนี้ยังรองรับกำลังการชาร์จได้ที่ 153kW จึงใช้เวลาการชาร์จจาก 10 – 80% ในเวลาราว 25 นาที

“ทุกความโดดเด่นที่ทำให้รถ SUV ของวอลโว่เป็นที่ชื่นชอบของคนมากมายในตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงภายนอกที่โดดเด่น พื้นที่ห้องโดยสารกว้าง พลังการขับขี่ที่เหนือชั้น ระบบความปลอดภัยขั้นสูง เข้าถึงฟังก์ชันการใช้งานได้สะดวก  เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้ไม่มีสะดุด ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน ทุกสิ่งที่กล่าวมานี้รวมอยู่แล้วใน Volvo EX30” คุณคริส กล่าวทิ้งท้าย

ราคาและการจำหน่ายในประเทศไทย

Volvo EX30 Core – Single Motor Extended Range         ราคาเริ่มต้นที่ 1,590,000 บาท

Volvo EX30 Ultra – Single Motor Extended Range         ราคาเริ่มต้นที่ 1,790,000 บาท

Volvo EX30 Ultra – Twin Motor Performance                 ราคาเริ่มต้นที่ 1,890,000 บาท

ผู้สนใจสามารถจองเพื่อเป็นเจ้าของ Volvo EX30 ได้แล้ววันนี้ โดยคาดว่าจะพร้อมส่งมอบช่วงไตรมาสแรกในปี 2024 เป็นต้นไป

มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต และหน่วยงานต่างๆ มอบเครื่องอุปโภค บริโภคให้อ๊ามต่างๆ เพื่อร่วมสืบสานประเพณี ถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ต

วันที่ 12 ตุลาคม 2566 ที่บริเวณชั่นล่างอาคารอเนกประสงค์มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยนายเล็ก ตันติวงศ์ไพศาล ประธานมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ตและคณะกรรมการบริหารมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต นางธันยรัศม์ อัจฉริยะฉาย อดีตสมาชิกวุฒิสภาภูเก็ต และผู้บริหารโรงแรมในเครือกะตะกรุ๊ป รองนายแพทย์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต นางศุภลักษณ์ ดำรงค์เชื้อ รองนายแพทย์สาธรณสุขจังหวัดภูเก็ต

ได้ร่วมส่งมอบข้าวสารให้กับสมาคมอ๊ามจังหวัดภูเก็ต โดยนายกิตติวงค์ จันทร์สัทธรรม นายกสมาคมอ๊ามภูเก็ต พร้อมคณะกรรมการสมาคม เพื่อส่งต่อแจกจ่ายให้แก่อ๊ามต่างๆ ทั่วไปในเขตจังหวัดภูเก็ตจำนวน 43 อ๊าม ตามวัตถุประสงค์ของทางมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต ที่ต้องการสืบสานประเพณี ถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งก็ได้ยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติมานับร่วมอายุ 100 ปี มาจนถึงปัจจุบันนี้

นอกเหนือจากได้มีส่วนร่วมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีกินผักแล้ว ยังถือได้ว่าได้ร่วมสร้างบุญ สร้างกุศล อันเป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ในจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้ประชาชน ทุกชนชั้น ทุกฐานะ ต่างได้รับอนิสงค์ผลบุญกุศลในครั้งนี้ทั่วถึงกัน โดยมอบข้าวสาร 10 กระสอบๆ ละ 50 กระสอบ, น้ำดื่ม 30 แพ็ค, ซีอิ๊วขาว 1 ลัง, ซีอิ๊วดำ 1 ลัง ,เต้าเจี้ยว 1 ลัง, เครื่องแกง 10 ก.ก. รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 701,330 บาท

โอกาสนี้นางธันยรัศม์ อัจฉริยะฉาย อดีตสมาชิกวุฒิสภาภูเก็ต และผู้บริหารโรงแรมในเครือกะตะกรุ๊ป ร่วมมอบเงินให้แก่อ๊ามละ 5,000 บาท นอกจากนี้นายจีรวิทย์ ปิติกุลสถิตย์ ประธานอ๊ามจุ้ยตุ่ยและอ๊ามปุดจ้อสนับสนุนน้ำดื่ม 4,000 แพ็ค ในงานประเพณีถือศีลปฏิบัติจังหวัดภูเก็ตประจำปี 2566 และทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต ได้มอบเวชภัณฑ์ให้แต่ละอ๊ามด้วย